อนุทิน-เอกนิติ ถกเข้ม! รัฐบาลเร่งหารือรับมือราคาน้ำมัน-ช่วยประชาชนจากวิกฤตตะวันออกกลาง
รัฐบาลไทยนำโดยอนุทินและเอกนิติ เร่งหารือมาตรการรับมือราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง พร้อมช่วยเหลือประชาชนและหาแหล่งน้ำมันสำรองจากรัสเซีย
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพราคาน้ำมันทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ที่ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เรียกประชุมหารือกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อย่างเร่งด่วน เพื่อวางมาตรการช่วยเหลือประชาชนและบริหารจัดการสถานการณ์พลังงานของประเทศให้ดีที่สุด
การหารือเร่งด่วนเพื่อเสถียรภาพพลังงานและค่าครองชีพ
การประชุมสำคัญดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ณ ห้องทำงานชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีเปิดประชุมรัฐสภา โดยมีประเด็นหลักคือการประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวนจากการสู้รบในตะวันออกกลาง และการออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน

จากข้อมูลของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ได้ยืนยันว่ารัฐบาลมีคำสั่งตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้จนถึงวันที่ 16 มีนาคม หลังจากนั้นจะมีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาแนวทางการปรับราคาดีเซล ทั้งสำหรับหน้าสถานีบริการและภาคอุตสาหกรรม โดยคาดว่าในวันที่ 16 มีนาคมนี้ นายพิพัฒน์ หรือนายเอกนิติ จะเป็นผู้แถลงข้อสรุปให้ประชาชนได้รับทราบต่อไป เพื่อความชัดเจนและโปร่งใสในการบริหารจัดการราคาพลังงาน
แนวทางการบริหารจัดการพลังงานเพื่อความมั่นคงในระยะยาว
นอกจากการตรึงราคาในระยะสั้น รัฐบาลยังได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว ดังนี้:
- การจัดหาน้ำมันดิบสำรอง: รัฐบาลได้ขยายระยะเวลาการสำรองน้ำมันดิบของประเทศจากเดิม 92 วัน เป็น 98 วัน เพื่อรองรับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน และกำลังเร่งเจรจาจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มเติมจากแหล่งอื่นทดแทนส่วนที่ขาดหายไปจากอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงพลังงานกำลังอยู่ระหว่างเจรจาซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย ซึ่งถือเป็นข่าวดีเล็กๆ หลังสหรัฐอเมริกาเลิกบอยคอตการส่งออกน้ำมันดิบจากรัสเซีย ทำให้ไทยมีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งพลังงานใหม่ๆ
- ความพร้อมของโรงกลั่น: นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ยืนยันว่าโรงกลั่นในประเทศไทยมีความพร้อมทางเทคนิคในการรองรับน้ำมันดิบจากรัสเซีย ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญในการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
- ค่าการกลั่น: อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานยังได้ชี้แจงว่า ค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นนั้นไม่ได้มาจากความผิดปกติของโรงกลั่นหรือการเอารัดเอาเปรียบ แต่เป็นผลจากกลไกตลาดสากลที่คำนวณจากส่วนต่างของราคาน้ำมันสำเร็จรูป (อิง MOPS สิงคโปร์) กับต้นทุนน้ำมันดิบ ซึ่งสะท้อนสถานการณ์จริงในตลาดโลกและไม่ได้หมายถึงกำไรของโรงกลั่นเสมอไป

การช่วยเหลือประชาชนและผลกระทบทางเศรษฐกิจ
ควบคู่ไปกับการดูแลด้านพลังงาน รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดย ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ภายใต้การนำของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้รายงานความคืบหน้าในการช่วยเหลือลูกเรือประมงไทย "มยุรีนารี" จำนวน 23 คน โดยมี 20 คนอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว และกำลังดำเนินการนำกลับสู่ประเทศไทยโดยเร็วที่สุด
ในด้านเศรษฐกิจ หอการค้าไทยประเมินว่า หากสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อไปถึง 2 เดือน อาจทำให้ GDP ของไทยลดลง 1% และหากสถานการณ์เลวร้ายและยืดเยื้อกว่านั้น อาจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่รัฐบาลต้องเฝ้าระวังและเตรียมมาตรการรับมืออย่างใกล้ชิด
บทสรุป
การหารือระหว่างนายอนุทินและนายเอกนิติ รวมถึงการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรับมือกับความท้าทายจากสงครามตะวันออกกลางอย่างรอบด้าน ทั้งการดูแลเสถียรภาพราคาน้ำมัน การจัดหาแหล่งพลังงานที่มั่นคง การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ เพื่อประคองเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทยให้อยู่รอดในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้