“สีหศักดิ์” นำอาเซียนหารือเร่งด่วน: วิกฤติพลังงานและแนวทางช่วยเหลือท่ามกลางสถานการณ์ตะวันออกกลาง
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นำอาเซียนถกแนวทางรับมือวิกฤติพลังงานและตะวันออกกลาง พร้อมหามาตรการช่วยเหลือด้านน้ำมันและพลังงานสะอาด รวมถึงดูแลพลเมืองอาเซียน
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลกทั้งทางตรงและทางอ้อม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้เป็นประธานจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ เพื่อเร่งหารือแนวทางรับมือวิกฤติพลังงานและสถานการณ์ด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะการคุ้มครองพลเมืองอาเซียนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สู้รบ

วิกฤติที่ต้องรับมือ: ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและพลังงานอาเซียน
สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้สร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งต่างเห็นตรงกันว่าความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างขึ้นนี้ กำลังบั่นทอนระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานการเคารพกติการะหว่างประเทศ ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนคือ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สำคัญของโลกถูกปิดโดยพฤตินัย
ฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมทั้งในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เพื่อประเมินความเสี่ยงต่ออัตราเงินเฟ้อ การค้า และความมั่นคงด้านพลังงานในภูมิภาค หลายประเทศในอาเซียนพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและ LNG จากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง ทำให้ความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและการใช้จ่ายของประชาชน
แนวทางช่วยเหลือระยะสั้นและระยะยาวของอาเซียน
ในการประชุมครั้งนี้ นายสีหศักดิ์ได้ย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมุ่งสู่การเจรจาโดยเร็วที่สุด เพื่อลดความสูญเสียโดยเฉพาะกับพลเรือน นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงกลไกช่วยเหลือด้านพลังงานภายในอาเซียน:
- กรอบความมั่นคงด้านปิโตรเลียมอาเซียน (ASEAN Petroleum Security Framework): แม้จะมีกลไกที่ประเทศสมาชิกสามารถให้ความช่วยเหลือด้านน้ำมันแก่กันได้โดยความสมัครใจ แต่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้งานอย่างจริงจัง จึงต้องหารือเพื่อทำให้กลไกนี้มีผลในทางปฏิบัติมากขึ้น
- ความท้าทาย: นายสีหศักดิ์ยอมรับว่าไม่ง่าย เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ มีเพียงมาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน และเวียดนามที่ผลิตเพื่อใช้ในประเทศและมีสัดส่วนการส่งออกไม่มากนัก

มาตรการระยะยาวเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน
นอกจากการรับมือกับวิกฤติเฉพาะหน้าแล้ว อาเซียนยังให้ความสำคัญกับมาตรการระยะยาวเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในภูมิภาค:
- ระบบสายส่งพลังงานอาเซียน (ASEAN Power Grid): ปัจจุบันมี 2 สาย ได้แก่ ลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ (เน้นพลังงานสะอาด) และ อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ฟิลิปปินส์ (อยู่ระหว่างพัฒนา) ซึ่งเป็นการร่วมมือเพื่อพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดในระยะยาว
- การเจรจากับผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่: อาเซียนจำเป็นต้องหาทางเจรจากับประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ เพื่อขอรับการสนับสนุนและลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลก
การคุ้มครองพลเมืองอาเซียนในตะวันออกกลาง
ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การช่วยเหลือและคุ้มครองพลเมืองจากประเทศอาเซียนจำนวนหลักล้านคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง โดยที่ประชุมได้หารือแนวทางที่ประเทศสมาชิกจะสามารถให้ความช่วยเหลือคนประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกันได้ หากสถานการณ์เลวร้ายลง
มาตรการระดับประเทศและการตอบสนองของโลก
หลายประเทศในอาเซียนเริ่มดำเนินมาตรการภายในเพื่อรับมือกับผลกระทบแล้ว เช่น ฟิลิปปินส์ลดจำนวนวันทำงานภาครัฐเพื่อประหยัดเชื้อเพลิงและเตรียมระงับภาษีสรรพสามิตน้ำมันชั่วคราว ขณะที่เวียดนามปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงลง และไทยเองก็เคยประกาศระงับการส่งออกพลังงานไปยังทุกประเทศ ยกเว้นลาวและเมียนมา
ในบริบทของโลก แม้กระทั่งจีนก็แสดงท่าทีระมัดระวัง นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้แสดงความเห็นว่าสงครามในตะวันออกกลาง "ไม่ควรเกิดขึ้น" และ "ไม่เป็นประโยชน์ต่อใครเลย" พร้อมเรียกร้องให้หยุดยิงและมุ่งสู่การเจรจาอย่างสันติ ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการของนานาชาติที่ต้องการเห็นสันติภาพกลับคืนมาสู่ภูมิภาคสำคัญแห่งนี้
การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษนี้ ตอกย้ำถึงความร่วมมือและความมุ่งมั่นของประเทศสมาชิกในการฝ่าฟันวิกฤติทั้งด้านพลังงานและมนุษยธรรม เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคในยามที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน