เปิดโปง "เบน สมิธ" คดีฉ้อโกงพันล้าน: กลลวงลงทุนข้ามชาติที่นักธุรกิจต้องรู้
เจาะลึกคดี "เบน สมิธ" และภรรยา หลอกลงทุนข้ามชาติกว่า 1,000 ล้านบาท ตำรวจสอบสวนกลางออกหมายจับ พร้อมเผยกลโกงและบทเรียนสำคัญสำหรับนักลงทุน
ในโลกของการลงทุนที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยโอกาส มักมีภัยเงียบแฝงตัวอยู่เสมอ นั่นคือ "กลลวง" และ "การฉ้อโกง" ที่พร้อมจะดูดเงินและทำลายความฝันของนักลงทุน วันนี้ เราจะมาเจาะลึกคดีที่กำลังเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด นั่นคือกรณีของ "นายเบน สมิธ" และภรรยา ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฉ้อโกงและสมคบกันฟอกเงิน หลอกลวงนักธุรกิจชาวต่างชาติจนสูญเงินไปกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การฉ้อโกงธรรมดา แต่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกคนที่คิดจะก้าวเข้าสู่สนามการลงทุนข้ามประเทศ
คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้รวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับ นายเบน สมิธ (Mr.Ben Smith) อายุ 47 ปี และ นางสาวแคทรียา บีเวอร์ (Ms.Katariya Beaver) อายุ 40 ปี ภรรยาของเขา ในข้อหาสำคัญคือ "ร่วมกันฉ้อโกง" และ "สมคบร่วมกันฟอกเงิน" หลังพบพฤติการณ์หลอกลวงนักลงทุนต่างชาติหลายรายในหลากหลายโครงการ ทำให้เกิดความเสียหายรวมกันเป็นเงินมหาศาลกว่าหนึ่งพันล้านบาท การปฏิบัติการครั้งนี้ยังนำไปสู่การตรวจค้น 6 จุดในพื้นที่ภาคกลาง และอายัดพยานหลักฐานสำคัญถึง 13 รายการ เพื่อขยายผลดำเนินคดีและประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ามาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินอย่างเต็มที่

ใครคือ "เบน สมิธ" และจุดเริ่มต้นของกลลวงนักลงทุน?
นายเบน สมิธ ถูกระบุว่าเป็นผู้ที่สร้างความน่าเชื่อถือและวางแผนหลอกลวงอย่างเป็นระบบมาตั้งแต่ต้นปี 2559 โดยมีพฤติการณ์เริ่มต้นจากการทำทีตีสนิทกลุ่มผู้เสียหายซึ่งเป็นนักธุรกิจชาวต่างชาติที่กำลังมองหาโอกาสในการขยายการลงทุนเข้ามาในประเทศไทย เขานำเสนอตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน มีความรู้ความสามารถในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ไทยและธุรกิจในประเทศ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้าง "ความไว้วางใจ" ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เหยื่อหลงเชื่อ
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะแรก นายเบน สมิธ ได้แนะนำให้กลุ่มนักธุรกิจเหล่านี้ร่วมลงทุนซื้อหุ้นของบริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ QTC Energy PCL ซึ่งในครั้งนั้น การลงทุนได้เกิดขึ้นจริงและดูเหมือนจะประสบความสำเร็จ ทำให้ผู้เสียหายเกิดความไว้วางใจในตัวนายเบน สมิธ อย่างเต็มเปี่ยม และนี่คือจุดที่เขาเริ่มใช้กลอุบายที่ซับซ้อนและมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ อาศัยความเชื่อใจที่สั่งสมมาในการชักชวนให้ลงทุนในโครงการอื่นๆ ที่ล้วนแล้วแต่เป็น "ภาพลวงตา" ที่สร้างขึ้นมาอย่างแนบเนียน
การสร้างเครือข่ายและความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญในโลกธุรกิจ แต่ในกรณีนี้ มันถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวง ผู้เสียหายถูกดึงเข้าสู่สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยคำมั่นสัญญาผลตอบแทนสูง การนำเสนอที่น่าเชื่อถือ และการอ้างอิงถึงบุคคลหรือองค์กรที่มีชื่อเสียง ซึ่งทำให้ยากที่จะตั้งข้อสงสัยในเบื้องต้น และเมื่อก้าวเข้าไปในวงโคจรของนายเบน สมิธ แล้ว การถอนตัวก็ยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะแต่ละกลลวงถูกออกแบบมาให้เชื่อมโยงและต่อเนื่องกัน เหมือนใยแมงมุมที่รัดรึงเหยื่อไว้อย่างแน่นหนา
เจาะลึกกลโกง: หลากรูปแบบการหลอกลวงที่มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท
ภายใต้หน้ากากของผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน นายเบน สมิธ ได้วางแผนหลอกลวงนักลงทุนต่างชาติในหลากหลายโครงการ โดยมีนางสาวแคทรียา บีเวอร์ ภรรยา เป็นผู้ร่วมขบวนการสำคัญ แต่ละโครงการถูกออกแบบมาให้ดูน่าดึงดูดใจและมีผลตอบแทนสูง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินลงทุนไปอย่างต่อเนื่อง
หุ้น PACE: คำมั่นสัญญาที่เลื่อนลอย
หนึ่งในกลลวงที่มีมูลค่าสูงที่สุดคือการชักชวนให้ลงทุนใน "หุ้นเพซ" (PACE) ด้วยเงินสูงถึง 700 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้างความมั่นใจ นายเบน สมิธ ได้ให้เจ้าของบริษัทหุ้นเพซทำสัญญากู้ยืมเงิน พร้อมออกเช็คค้ำประกันผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจถึง 7% และ 11% รวมเป็นเงินกว่า 762 ล้านบาท โดยมีข้อแม้สำคัญคือนางสาวแคทรียา บีเวอร์ จะเป็นผู้บริหารการลงทุนในหุ้นนี้เป็นระยะเวลากว่า 1 ปี
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ผู้เสียหายเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ เนื่องจากหุ้นเพซไม่มีความเคลื่อนไหวตามที่ตกลงไว้ หรือไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าเงินลงทุนกำลังถูกบริหารจัดการอย่างแท้จริง การอ้างอิงถึงบริษัทที่มีตัวตนจริงและการใช้เอกสารสัญญาที่ดูน่าเชื่อถือ เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้เหยื่อตายใจ แต่เบื้องหลังกลับเป็นเพียงการสร้างภาพเพื่อยักย้ายเงินลงทุนไป
เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว: ธุรกิจเช่าเหมาลำที่ไม่มีจริง
เมื่อความเชื่อใจยังคงอยู่ และผู้เสียหายยังคงเดินทางไปดูโครงการต่างๆ กับนายเบน สมิธ ในหลายประเทศ เขาได้อาศัยโอกาสนี้ชักชวนให้ซื้อ "เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว" ในราคา 255 ล้านบาท โดยอ้างว่าจะนำไปใช้ประกอบธุรกิจปล่อยเช่า รวมถึงใช้ส่วนตัวได้ด้วย การหลอกลวงนี้เริ่มต้นจากการเรียกเก็บเงินมัดจำจากผู้เสียหายไป 21 ล้านบาท เพื่อดำเนินการจัดซื้อและนำไปบริหารจัดการในธุรกิจเช่าเหมาลำที่ฟังดูมีศักยภาพและสร้างผลกำไรมหาศาล
แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจเช่าเหมาลำดังกล่าวอาจไม่มีอยู่จริง หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้ดำเนินการตามที่กล่าวอ้าง เงินมัดจำที่ได้ไปอาจถูกนำไปใช้ในทางอื่น หรือหมุนเวียนไปเป็นค่าใช้จ่ายในการสร้างภาพและหลอกลวงในโครงการอื่นๆ การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงอย่างเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว มักจะดึงดูดนักลงทุนที่มีกำลังทรัพย์มาก และเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ผู้ฉ้อโกงใช้สร้างความประทับใจและความน่าเชื่อถือ
ธุรกิจพลังงาน: ร่วมลงทุนกับการไฟฟ้าแห่งประเทศไทย (อ้างอิง)
อีกหนึ่งโครงการที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงคือการชักชวนให้ลงทุนด้าน "พลังงานไฟฟ้า" เป็นเงิน 126 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็น "การร่วมลงทุนกับนักลงทุนไทยเพื่อทำธุรกิจกับการไฟฟ้าแห่งประเทศไทย" (กฟผ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มีความมั่นคงและน่าเชื่อถือสูง การอ้างอิงถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือหน่วยงานขนาดใหญ่ มักเป็นกลวิธีที่ผู้ฉ้อโกงใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมและความปลอดภัยในการลงทุน
โครงการพลังงานไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่มีความต้องการสูงและมีโอกาสเติบโตในระยะยาว การนำเสนอผลตอบแทนที่แน่นอนจากการเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานภาครัฐ จึงเป็นแรงจูงใจที่ยากจะปฏิเสธสำหรับนักลงทุนที่มองหาความมั่นคง แต่ท้ายที่สุดแล้ว โครงการนี้ก็เป็นเพียงกลลวงที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อดึงเงินลงทุนออกจากกระเป๋าผู้เสียหาย โดยที่ไม่มีการลงทุนหรือการดำเนินการจริงใดๆ เกิดขึ้น

อสังหาริมทรัพย์: คอนโดมิเนียมกับการปิดจ๊อบหลอกลวง
เมื่อผู้เสียหายเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติและแสดงท่าทีไม่พอใจ คนในเครือข่ายของนายเบน สมิธ ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น แต่กลับออกอุบายใหม่เพื่อหลอกเงินเพิ่มอีก โดยเสนอให้ผู้เสียหายจ่ายเงินค่ามัดจำคอนโดมิเนียม 7 ห้อง และค่าบิวท์อิน เป็นเงิน 144 ล้านบาท โดยอ้างว่าเพื่อนำไปตกแต่งและขาย หากขายได้จะใช้เงินคืนผู้เสียหายพร้อมค่าตอบแทนที่สูงกว่าที่ตกลงกันไว้เดิม
กลลวงนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะยืดเวลาและหลอกลวงเงินผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด ด้วยการสร้างสถานการณ์ใหม่ๆ และให้คำมั่นสัญญาที่น่าเย้ายวนใจยิ่งขึ้นไปอีก การเสนอผลตอบแทนที่สูงกว่าเดิมเป็นการ "แก้ปัญหา" ที่ไม่ได้แก้จริง แต่เป็นการผูกมัดผู้เสียหายให้จมดิ่งลงไปในการหลอกลวงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบเห็นได้บ่อยในคดีฉ้อโกงที่มีความซับซ้อน
การดำเนินการทางกฎหมาย: หมายจับและหลักฐานที่ CIB ค้นพบ
ความผิดปกติที่ผู้เสียหายเริ่มสังเกตเห็นและนำไปสู่การร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในที่สุด ได้กระตุ้นให้ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างเร่งด่วน โดยคณะพนักงานสอบสวนจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งประกอบด้วย กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (กก.3 บก.ปอศ) และกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม (กก.3 บก.ป.) ได้ร่วมกันรวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียด
จากการสืบสวนพบหลักฐานที่ชัดเจนว่านายเบน สมิธ และนางสาวแคทรียา บีเวอร์ ภรรยา ได้ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายให้ลงทุนในโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ จึงนำไปสู่การขออำนาจศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งสอง โดย
- หมายจับศาลอาญาที่ 1155/2569 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับนายเบน สมิธ
- หมายจับศาลอาญาที่ 1156/2569 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับนางสาวแคทรียา บีเวอร์
ผู้ต้องหาทั้งสองถูกดำเนินคดีในความผิดฐาน "ร่วมกันฉ้อโกง", "สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบ" และ "ได้ร่วมกันฟอกเงิน" ซึ่งเป็นข้อหาที่มีความร้ายแรงและครอบคลุมพฤติการณ์ที่ซับซ้อนของการยักย้ายถ่ายเทเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกง
ภายหลังการออกหมายจับ เจ้าหน้าที่ CIB ได้เข้าตรวจค้นเป้าหมายและบริษัทที่เกี่ยวข้องรวม 6 จุดในพื้นที่ภาคกลาง เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม และสามารถยึดของกลางเพื่อขยายผลต่อได้ถึง 13 รายการ การดำเนินการนี้ยังรวมถึงการประสานงานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อดำเนินคดีในส่วนของมูลฐานฟอกเงินอย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยติดตามและอายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด เพื่อนำกลับคืนสู่ผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด
เสียงจากทนายความ: "เบน สมิธ" มีคำชี้แจง?
หลังจากที่ข่าวการออกหมายจับนายเบน สมิธ และภรรยาแพร่กระจายออกไป ทนายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของนายเบน สมิธ ได้ออกมาระบุว่า ตนและทีมทนายความได้รับทราบเรื่องหมายจับดังกล่าวตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา และกำลังเตรียมการแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดในเร็วๆ นี้
การแถลงข่าวจากฝั่งผู้ต้องหาถือเป็นขั้นตอนปกติในกระบวนการยุติธรรม เพื่อนำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่งและชี้แจงข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่จะต่อสู้คดีและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง เราต้องติดตามความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าจะมีข้อมูลใหม่ๆ หรือมุมมองที่แตกต่างออกไปอย่างไรบ้าง และจะส่งผลต่อรูปคดีอย่างไรต่อไป
บทเรียนสำหรับนักลงทุน: ป้องกันตัวเองจากภัยฉ้อโกง
คดีของ "เบน สมิธ" เป็นเครื่องเตือนใจอันทรงพลังสำหรับนักลงทุนทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่สนใจการลงทุนข้ามชาติและมองหาโอกาสใหม่ๆ บทเรียนจากคดีนี้สอนให้เราเห็นว่าการสร้างความไว้วางใจอย่างผิดๆ และการหลงเชื่อคำมั่นสัญญาที่ดูดีเกินจริง สามารถนำไปสู่ความเสียหายร้ายแรงขนาดพันล้านบาทได้ การป้องกันตัวเองจากภัยฉ้อโกงจึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด นี่คือข้อควรพิจารณาและข้อแนะนำเพื่อปกป้องเงินลงทุนของคุณ:
- ตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถืออย่างละเอียด (Due Diligence):
- ผู้ชักชวน/บริษัท: ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือบริษัท ควรตรวจสอบประวัติ ภูมิหลัง ประสบการณ์ และใบอนุญาตประกอบธุรกิจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด หากเป็นผู้แนะนำการลงทุน ต้องมีใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
- โครงการลงทุน: ตรวจสอบความเป็นไปได้ของโครงการ เอกสารสัญญา และข้อมูลทางการเงิน อย่าหลงเชื่อเพียงคำกล่าวอ้างหรือเอกสารที่ดูดีแต่ไม่มีแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ
- ระวังคำมั่นสัญญาผลตอบแทนที่สูงเกินจริง:
- หากการลงทุนใดเสนอผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด หรือการันตีผลตอบแทนที่แน่นอนและสูงมากผิดปกติ ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเสมอ เพราะการลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง และผลตอบแทนที่สูงมักมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย
- ศึกษาเปรียบเทียบผลตอบแทนเฉลี่ยของการลงทุนประเภทเดียวกันในตลาด เพื่อให้เห็นภาพที่แท้จริง
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอิสระ:
- ก่อนตัดสินใจลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน นักกฎหมาย หรือที่ปรึกษาการลงทุนอิสระที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ชักชวน เพื่อขอคำแนะนำและความเห็นที่เป็นกลาง
- หลีกเลี่ยงการพึ่งพาข้อมูลจากแหล่งเดียว หรือจากบุคคลที่คุณเพิ่งรู้จักและสร้างความสนิทสนมในระยะเวลาอันสั้น
- ทำความเข้าใจสัญญาและเอกสารทางกฎหมาย:
- อ่านและทำความเข้าใจรายละเอียดในสัญญาต่างๆ อย่างถ่องแท้ หากมีข้อสงสัยหรือไม่เข้าใจ ควรขอคำอธิบายหรือปรึกษาทนายความก่อนลงนาม
- ระวังสัญญาที่ซับซ้อนคลุมเครือ หรือมีเงื่อนไขที่ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งอาจเปิดช่องให้เกิดการฉ้อโกงได้ง่าย
- ระวังแรงกดดันในการตัดสินใจ:
- ผู้ฉ้อโกงมักจะใช้กลยุทธ์สร้างแรงกดดัน ให้คุณตัดสินใจลงทุนอย่างรวดเร็ว โดยอ้างว่า "โอกาสมีจำกัด" หรือ "ต้องรีบคว้าไว้" หากคุณรู้สึกถูกกดดัน ให้ถอยออกมาก่อนและใช้เวลาพิจารณาอย่างรอบคอบ
- สังเกตพฤติกรรมผิดปกติ:
- หากการลงทุนไม่เป็นไปตามที่ตกลงไว้ หรือมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขบ่อยครั้งโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือพบความยากลำบากในการถอนเงินลงทุน นี่คือสัญญาณอันตรายที่ควรได้รับการตรวจสอบทันที
- หากผู้ชักชวนพยายามหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่ชัดเจน หรือไม่สามารถตอบคำถามสำคัญได้ ควรตั้งข้อสงสัย
- รายงานความผิดปกติ:
- หากคุณสงสัยว่าตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกง หรือพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัยที่อาจนำไปสู่การฉ้อโกง ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยเร็วที่สุด
การลงทุนควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และความเข้าใจในความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องเสมอ อย่าให้ความโลภหรือความไว้วางใจที่ผิดที่มาบดบังวิจารณญาณ และทำให้คุณตกเป็นเหยื่อของกลลวงที่ทำลายเงินเก็บและความฝันของคุณไป
บทสรุป: คดีที่ยังต้องจับตา
คดีของ "เบน สมิธ" และภรรยา นับเป็นหนึ่งในคดีฉ้อโกงการลงทุนข้ามชาติที่มีมูลค่าความเสียหายสูงถึงกว่าหนึ่งพันล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและอันตรายของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน การที่ตำรวจสอบสวนกลางสามารถรวบรวมพยานหลักฐานและออกหมายจับได้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และเป็นสัญญาณเตือนสำหรับผู้ที่คิดจะแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากความไว้วางใจของผู้อื่น
การดำเนินคดีจะยังคงเดินหน้าต่อไป ทั้งในส่วนของคดีฉ้อโกงและคดีฟอกเงิน ซึ่งจะต้องมีการติดตามเส้นทางการเงินและทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด เพื่อนำกลับคืนสู่ผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด และในขณะเดียวกัน การชี้แจงจากฝั่งทนายความของผู้ต้องหาก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าจับตา ว่าจะมีข้อมูลใดที่จะมาหักล้างข้อกล่าวหา หรือชี้แจงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในมุมมองที่แตกต่างออกไป
ท้ายที่สุดแล้ว คดีนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับนักลงทุนทุกคน ให้ตระหนักถึงความจำเป็นในการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ ไม่หลงเชื่อคำมั่นสัญญาที่เกินจริง และใช้ความระมัดระวังสูงสุดในการตัดสินใจลงทุน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของ "เบน สมิธ" คนอื่นๆ ที่อาจแฝงตัวอยู่ในโลกของการลงทุน