เปิดโปง "เบน สมิธ" คดีฉ้อโกงพันล้าน: กลลวงลงทุนข้ามชาติที่นักธุรกิจต้องรู้

เจาะลึกคดี "เบน สมิธ" และภรรยา หลอกลงทุนข้ามชาติกว่า 1,000 ล้านบาท ตำรวจสอบสวนกลางออกหมายจับ พร้อมเผยกลโกงและบทเรียนสำคัญสำหรับนักลงทุน

เปิดโปง "เบน สมิธ" คดีฉ้อโกงพันล้าน: กลลวงลงทุนข้ามชาติที่นักธุรกิจต้องรู้

ในโลกของการลงทุนที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยโอกาส มักมีภัยเงียบแฝงตัวอยู่เสมอ นั่นคือ "กลลวง" และ "การฉ้อโกง" ที่พร้อมจะดูดเงินและทำลายความฝันของนักลงทุน วันนี้ เราจะมาเจาะลึกคดีที่กำลังเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด นั่นคือกรณีของ "นายเบน สมิธ" และภรรยา ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฉ้อโกงและสมคบกันฟอกเงิน หลอกลวงนักธุรกิจชาวต่างชาติจนสูญเงินไปกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การฉ้อโกงธรรมดา แต่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกคนที่คิดจะก้าวเข้าสู่สนามการลงทุนข้ามประเทศ

คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้รวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับ นายเบน สมิธ (Mr.Ben Smith) อายุ 47 ปี และ นางสาวแคทรียา บีเวอร์ (Ms.Katariya Beaver) อายุ 40 ปี ภรรยาของเขา ในข้อหาสำคัญคือ "ร่วมกันฉ้อโกง" และ "สมคบร่วมกันฟอกเงิน" หลังพบพฤติการณ์หลอกลวงนักลงทุนต่างชาติหลายรายในหลากหลายโครงการ ทำให้เกิดความเสียหายรวมกันเป็นเงินมหาศาลกว่าหนึ่งพันล้านบาท การปฏิบัติการครั้งนี้ยังนำไปสู่การตรวจค้น 6 จุดในพื้นที่ภาคกลาง และอายัดพยานหลักฐานสำคัญถึง 13 รายการ เพื่อขยายผลดำเนินคดีและประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ามาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินอย่างเต็มที่

ภาพประกอบ

ใครคือ "เบน สมิธ" และจุดเริ่มต้นของกลลวงนักลงทุน?

นายเบน สมิธ ถูกระบุว่าเป็นผู้ที่สร้างความน่าเชื่อถือและวางแผนหลอกลวงอย่างเป็นระบบมาตั้งแต่ต้นปี 2559 โดยมีพฤติการณ์เริ่มต้นจากการทำทีตีสนิทกลุ่มผู้เสียหายซึ่งเป็นนักธุรกิจชาวต่างชาติที่กำลังมองหาโอกาสในการขยายการลงทุนเข้ามาในประเทศไทย เขานำเสนอตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน มีความรู้ความสามารถในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ไทยและธุรกิจในประเทศ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้าง "ความไว้วางใจ" ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เหยื่อหลงเชื่อ

เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะแรก นายเบน สมิธ ได้แนะนำให้กลุ่มนักธุรกิจเหล่านี้ร่วมลงทุนซื้อหุ้นของบริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ QTC Energy PCL ซึ่งในครั้งนั้น การลงทุนได้เกิดขึ้นจริงและดูเหมือนจะประสบความสำเร็จ ทำให้ผู้เสียหายเกิดความไว้วางใจในตัวนายเบน สมิธ อย่างเต็มเปี่ยม และนี่คือจุดที่เขาเริ่มใช้กลอุบายที่ซับซ้อนและมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ อาศัยความเชื่อใจที่สั่งสมมาในการชักชวนให้ลงทุนในโครงการอื่นๆ ที่ล้วนแล้วแต่เป็น "ภาพลวงตา" ที่สร้างขึ้นมาอย่างแนบเนียน

การสร้างเครือข่ายและความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญในโลกธุรกิจ แต่ในกรณีนี้ มันถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวง ผู้เสียหายถูกดึงเข้าสู่สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยคำมั่นสัญญาผลตอบแทนสูง การนำเสนอที่น่าเชื่อถือ และการอ้างอิงถึงบุคคลหรือองค์กรที่มีชื่อเสียง ซึ่งทำให้ยากที่จะตั้งข้อสงสัยในเบื้องต้น และเมื่อก้าวเข้าไปในวงโคจรของนายเบน สมิธ แล้ว การถอนตัวก็ยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะแต่ละกลลวงถูกออกแบบมาให้เชื่อมโยงและต่อเนื่องกัน เหมือนใยแมงมุมที่รัดรึงเหยื่อไว้อย่างแน่นหนา

เจาะลึกกลโกง: หลากรูปแบบการหลอกลวงที่มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท

ภายใต้หน้ากากของผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน นายเบน สมิธ ได้วางแผนหลอกลวงนักลงทุนต่างชาติในหลากหลายโครงการ โดยมีนางสาวแคทรียา บีเวอร์ ภรรยา เป็นผู้ร่วมขบวนการสำคัญ แต่ละโครงการถูกออกแบบมาให้ดูน่าดึงดูดใจและมีผลตอบแทนสูง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินลงทุนไปอย่างต่อเนื่อง

หุ้น PACE: คำมั่นสัญญาที่เลื่อนลอย

หนึ่งในกลลวงที่มีมูลค่าสูงที่สุดคือการชักชวนให้ลงทุนใน "หุ้นเพซ" (PACE) ด้วยเงินสูงถึง 700 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้างความมั่นใจ นายเบน สมิธ ได้ให้เจ้าของบริษัทหุ้นเพซทำสัญญากู้ยืมเงิน พร้อมออกเช็คค้ำประกันผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจถึง 7% และ 11% รวมเป็นเงินกว่า 762 ล้านบาท โดยมีข้อแม้สำคัญคือนางสาวแคทรียา บีเวอร์ จะเป็นผู้บริหารการลงทุนในหุ้นนี้เป็นระยะเวลากว่า 1 ปี

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ผู้เสียหายเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ เนื่องจากหุ้นเพซไม่มีความเคลื่อนไหวตามที่ตกลงไว้ หรือไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าเงินลงทุนกำลังถูกบริหารจัดการอย่างแท้จริง การอ้างอิงถึงบริษัทที่มีตัวตนจริงและการใช้เอกสารสัญญาที่ดูน่าเชื่อถือ เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้เหยื่อตายใจ แต่เบื้องหลังกลับเป็นเพียงการสร้างภาพเพื่อยักย้ายเงินลงทุนไป

เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว: ธุรกิจเช่าเหมาลำที่ไม่มีจริง

เมื่อความเชื่อใจยังคงอยู่ และผู้เสียหายยังคงเดินทางไปดูโครงการต่างๆ กับนายเบน สมิธ ในหลายประเทศ เขาได้อาศัยโอกาสนี้ชักชวนให้ซื้อ "เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว" ในราคา 255 ล้านบาท โดยอ้างว่าจะนำไปใช้ประกอบธุรกิจปล่อยเช่า รวมถึงใช้ส่วนตัวได้ด้วย การหลอกลวงนี้เริ่มต้นจากการเรียกเก็บเงินมัดจำจากผู้เสียหายไป 21 ล้านบาท เพื่อดำเนินการจัดซื้อและนำไปบริหารจัดการในธุรกิจเช่าเหมาลำที่ฟังดูมีศักยภาพและสร้างผลกำไรมหาศาล

แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจเช่าเหมาลำดังกล่าวอาจไม่มีอยู่จริง หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้ดำเนินการตามที่กล่าวอ้าง เงินมัดจำที่ได้ไปอาจถูกนำไปใช้ในทางอื่น หรือหมุนเวียนไปเป็นค่าใช้จ่ายในการสร้างภาพและหลอกลวงในโครงการอื่นๆ การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงอย่างเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว มักจะดึงดูดนักลงทุนที่มีกำลังทรัพย์มาก และเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ผู้ฉ้อโกงใช้สร้างความประทับใจและความน่าเชื่อถือ

ธุรกิจพลังงาน: ร่วมลงทุนกับการไฟฟ้าแห่งประเทศไทย (อ้างอิง)

อีกหนึ่งโครงการที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงคือการชักชวนให้ลงทุนด้าน "พลังงานไฟฟ้า" เป็นเงิน 126 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็น "การร่วมลงทุนกับนักลงทุนไทยเพื่อทำธุรกิจกับการไฟฟ้าแห่งประเทศไทย" (กฟผ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มีความมั่นคงและน่าเชื่อถือสูง การอ้างอิงถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือหน่วยงานขนาดใหญ่ มักเป็นกลวิธีที่ผู้ฉ้อโกงใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมและความปลอดภัยในการลงทุน

โครงการพลังงานไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่มีความต้องการสูงและมีโอกาสเติบโตในระยะยาว การนำเสนอผลตอบแทนที่แน่นอนจากการเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานภาครัฐ จึงเป็นแรงจูงใจที่ยากจะปฏิเสธสำหรับนักลงทุนที่มองหาความมั่นคง แต่ท้ายที่สุดแล้ว โครงการนี้ก็เป็นเพียงกลลวงที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อดึงเงินลงทุนออกจากกระเป๋าผู้เสียหาย โดยที่ไม่มีการลงทุนหรือการดำเนินการจริงใดๆ เกิดขึ้น

ภาพประกอบ

อสังหาริมทรัพย์: คอนโดมิเนียมกับการปิดจ๊อบหลอกลวง

เมื่อผู้เสียหายเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติและแสดงท่าทีไม่พอใจ คนในเครือข่ายของนายเบน สมิธ ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น แต่กลับออกอุบายใหม่เพื่อหลอกเงินเพิ่มอีก โดยเสนอให้ผู้เสียหายจ่ายเงินค่ามัดจำคอนโดมิเนียม 7 ห้อง และค่าบิวท์อิน เป็นเงิน 144 ล้านบาท โดยอ้างว่าเพื่อนำไปตกแต่งและขาย หากขายได้จะใช้เงินคืนผู้เสียหายพร้อมค่าตอบแทนที่สูงกว่าที่ตกลงกันไว้เดิม

กลลวงนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะยืดเวลาและหลอกลวงเงินผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด ด้วยการสร้างสถานการณ์ใหม่ๆ และให้คำมั่นสัญญาที่น่าเย้ายวนใจยิ่งขึ้นไปอีก การเสนอผลตอบแทนที่สูงกว่าเดิมเป็นการ "แก้ปัญหา" ที่ไม่ได้แก้จริง แต่เป็นการผูกมัดผู้เสียหายให้จมดิ่งลงไปในการหลอกลวงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบเห็นได้บ่อยในคดีฉ้อโกงที่มีความซับซ้อน

การดำเนินการทางกฎหมาย: หมายจับและหลักฐานที่ CIB ค้นพบ

ความผิดปกติที่ผู้เสียหายเริ่มสังเกตเห็นและนำไปสู่การร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในที่สุด ได้กระตุ้นให้ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างเร่งด่วน โดยคณะพนักงานสอบสวนจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งประกอบด้วย กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (กก.3 บก.ปอศ) และกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม (กก.3 บก.ป.) ได้ร่วมกันรวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียด

จากการสืบสวนพบหลักฐานที่ชัดเจนว่านายเบน สมิธ และนางสาวแคทรียา บีเวอร์ ภรรยา ได้ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายให้ลงทุนในโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ จึงนำไปสู่การขออำนาจศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งสอง โดย

  • หมายจับศาลอาญาที่ 1155/2569 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับนายเบน สมิธ
  • หมายจับศาลอาญาที่ 1156/2569 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับนางสาวแคทรียา บีเวอร์

ผู้ต้องหาทั้งสองถูกดำเนินคดีในความผิดฐาน "ร่วมกันฉ้อโกง", "สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบ" และ "ได้ร่วมกันฟอกเงิน" ซึ่งเป็นข้อหาที่มีความร้ายแรงและครอบคลุมพฤติการณ์ที่ซับซ้อนของการยักย้ายถ่ายเทเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกง

ภายหลังการออกหมายจับ เจ้าหน้าที่ CIB ได้เข้าตรวจค้นเป้าหมายและบริษัทที่เกี่ยวข้องรวม 6 จุดในพื้นที่ภาคกลาง เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม และสามารถยึดของกลางเพื่อขยายผลต่อได้ถึง 13 รายการ การดำเนินการนี้ยังรวมถึงการประสานงานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อดำเนินคดีในส่วนของมูลฐานฟอกเงินอย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยติดตามและอายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด เพื่อนำกลับคืนสู่ผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด

เสียงจากทนายความ: "เบน สมิธ" มีคำชี้แจง?

หลังจากที่ข่าวการออกหมายจับนายเบน สมิธ และภรรยาแพร่กระจายออกไป ทนายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของนายเบน สมิธ ได้ออกมาระบุว่า ตนและทีมทนายความได้รับทราบเรื่องหมายจับดังกล่าวตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา และกำลังเตรียมการแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดในเร็วๆ นี้

การแถลงข่าวจากฝั่งผู้ต้องหาถือเป็นขั้นตอนปกติในกระบวนการยุติธรรม เพื่อนำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่งและชี้แจงข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่จะต่อสู้คดีและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง เราต้องติดตามความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าจะมีข้อมูลใหม่ๆ หรือมุมมองที่แตกต่างออกไปอย่างไรบ้าง และจะส่งผลต่อรูปคดีอย่างไรต่อไป

บทเรียนสำหรับนักลงทุน: ป้องกันตัวเองจากภัยฉ้อโกง

คดีของ "เบน สมิธ" เป็นเครื่องเตือนใจอันทรงพลังสำหรับนักลงทุนทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่สนใจการลงทุนข้ามชาติและมองหาโอกาสใหม่ๆ บทเรียนจากคดีนี้สอนให้เราเห็นว่าการสร้างความไว้วางใจอย่างผิดๆ และการหลงเชื่อคำมั่นสัญญาที่ดูดีเกินจริง สามารถนำไปสู่ความเสียหายร้ายแรงขนาดพันล้านบาทได้ การป้องกันตัวเองจากภัยฉ้อโกงจึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด นี่คือข้อควรพิจารณาและข้อแนะนำเพื่อปกป้องเงินลงทุนของคุณ:

  1. ตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถืออย่างละเอียด (Due Diligence):
    • ผู้ชักชวน/บริษัท: ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือบริษัท ควรตรวจสอบประวัติ ภูมิหลัง ประสบการณ์ และใบอนุญาตประกอบธุรกิจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด หากเป็นผู้แนะนำการลงทุน ต้องมีใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
    • โครงการลงทุน: ตรวจสอบความเป็นไปได้ของโครงการ เอกสารสัญญา และข้อมูลทางการเงิน อย่าหลงเชื่อเพียงคำกล่าวอ้างหรือเอกสารที่ดูดีแต่ไม่มีแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ
  2. ระวังคำมั่นสัญญาผลตอบแทนที่สูงเกินจริง:
    • หากการลงทุนใดเสนอผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด หรือการันตีผลตอบแทนที่แน่นอนและสูงมากผิดปกติ ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเสมอ เพราะการลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง และผลตอบแทนที่สูงมักมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย
    • ศึกษาเปรียบเทียบผลตอบแทนเฉลี่ยของการลงทุนประเภทเดียวกันในตลาด เพื่อให้เห็นภาพที่แท้จริง
  3. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอิสระ:
    • ก่อนตัดสินใจลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน นักกฎหมาย หรือที่ปรึกษาการลงทุนอิสระที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ชักชวน เพื่อขอคำแนะนำและความเห็นที่เป็นกลาง
    • หลีกเลี่ยงการพึ่งพาข้อมูลจากแหล่งเดียว หรือจากบุคคลที่คุณเพิ่งรู้จักและสร้างความสนิทสนมในระยะเวลาอันสั้น
  4. ทำความเข้าใจสัญญาและเอกสารทางกฎหมาย:
    • อ่านและทำความเข้าใจรายละเอียดในสัญญาต่างๆ อย่างถ่องแท้ หากมีข้อสงสัยหรือไม่เข้าใจ ควรขอคำอธิบายหรือปรึกษาทนายความก่อนลงนาม
    • ระวังสัญญาที่ซับซ้อนคลุมเครือ หรือมีเงื่อนไขที่ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งอาจเปิดช่องให้เกิดการฉ้อโกงได้ง่าย
  5. ระวังแรงกดดันในการตัดสินใจ:
    • ผู้ฉ้อโกงมักจะใช้กลยุทธ์สร้างแรงกดดัน ให้คุณตัดสินใจลงทุนอย่างรวดเร็ว โดยอ้างว่า "โอกาสมีจำกัด" หรือ "ต้องรีบคว้าไว้" หากคุณรู้สึกถูกกดดัน ให้ถอยออกมาก่อนและใช้เวลาพิจารณาอย่างรอบคอบ
  6. สังเกตพฤติกรรมผิดปกติ:
    • หากการลงทุนไม่เป็นไปตามที่ตกลงไว้ หรือมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขบ่อยครั้งโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือพบความยากลำบากในการถอนเงินลงทุน นี่คือสัญญาณอันตรายที่ควรได้รับการตรวจสอบทันที
    • หากผู้ชักชวนพยายามหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่ชัดเจน หรือไม่สามารถตอบคำถามสำคัญได้ ควรตั้งข้อสงสัย
  7. รายงานความผิดปกติ:
    • หากคุณสงสัยว่าตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกง หรือพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัยที่อาจนำไปสู่การฉ้อโกง ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยเร็วที่สุด

การลงทุนควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และความเข้าใจในความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องเสมอ อย่าให้ความโลภหรือความไว้วางใจที่ผิดที่มาบดบังวิจารณญาณ และทำให้คุณตกเป็นเหยื่อของกลลวงที่ทำลายเงินเก็บและความฝันของคุณไป

บทสรุป: คดีที่ยังต้องจับตา

คดีของ "เบน สมิธ" และภรรยา นับเป็นหนึ่งในคดีฉ้อโกงการลงทุนข้ามชาติที่มีมูลค่าความเสียหายสูงถึงกว่าหนึ่งพันล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและอันตรายของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน การที่ตำรวจสอบสวนกลางสามารถรวบรวมพยานหลักฐานและออกหมายจับได้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และเป็นสัญญาณเตือนสำหรับผู้ที่คิดจะแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากความไว้วางใจของผู้อื่น

การดำเนินคดีจะยังคงเดินหน้าต่อไป ทั้งในส่วนของคดีฉ้อโกงและคดีฟอกเงิน ซึ่งจะต้องมีการติดตามเส้นทางการเงินและทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด เพื่อนำกลับคืนสู่ผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด และในขณะเดียวกัน การชี้แจงจากฝั่งทนายความของผู้ต้องหาก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าจับตา ว่าจะมีข้อมูลใดที่จะมาหักล้างข้อกล่าวหา หรือชี้แจงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในมุมมองที่แตกต่างออกไป

ท้ายที่สุดแล้ว คดีนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับนักลงทุนทุกคน ให้ตระหนักถึงความจำเป็นในการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ ไม่หลงเชื่อคำมั่นสัญญาที่เกินจริง และใช้ความระมัดระวังสูงสุดในการตัดสินใจลงทุน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของ "เบน สมิธ" คนอื่นๆ ที่อาจแฝงตัวอยู่ในโลกของการลงทุน

Read more

HUAWEI Pura 90 Pro Max: เผยทีเซอร์กล้องเพอริสโคป 200MP ซูม 20 เท่า ก่อนเปิดตัว 20 เมษายน

HUAWEI Pura 90 Pro Max: เผยทีเซอร์กล้องเพอริสโคป 200MP ซูม 20 เท่า ก่อนเปิดตัว 20 เมษายน

HUAWEI Pura 90 Pro Max ปล่อยทีเซอร์ฟีเจอร์กล้องเทพ! เตรียมพบกับกล้องเพอริสโคป 200MP ซูม 20 เท่า และ AI Photo Pose ในงานเปิดตัว 20 เมษายนนี้ ห้ามพลาด!

By ทีมงาน devdog
เจาะลึกกลยุทธ์ LiveScore: ถอนทัพ, เติบโต, และปรับตัวในตลาดเดิมพันระดับโลก

เจาะลึกกลยุทธ์ LiveScore: ถอนทัพ, เติบโต, และปรับตัวในตลาดเดิมพันระดับโลก

LiveScore Group ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ ถอนทัพจากเนเธอร์แลนด์ สู่การเติบโตใน UK พร้อมรับมือภาษีใหม่ และขยายสู่แอฟริกาใต้ อนาคตธุรกิจ Livescore เป็นอย่างไร?

By ทีมงาน devdog
บทบาทของเครื่องบินขับไล่ F-Series ในสมรภูมิกลางอากาศ: การปิดล้อม, กู้ภัย, และการอัปเกรด

บทบาทของเครื่องบินขับไล่ F-Series ในสมรภูมิกลางอากาศ: การปิดล้อม, กู้ภัย, และการอัปเกรด

เจาะลึกปฏิบัติการปิดล้อมอิหร่าน การช่วยเหลือ F-15E และการอัปเกรด F-35 ของอิสราเอล ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง.

By ทีมงาน devdog
งบประมาณปี 2570: ยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อคนไทย รับมือเศรษฐกิจผันผวน

งบประมาณปี 2570: ยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อคนไทย รับมือเศรษฐกิจผันผวน

เจาะลึกงบประมาณปี 2570 รัฐบาลมุ่งแก้ปัญหาประชาชน ใช้แนวคิด Zero-Based Budgeting พร้อมไทม์ไลน์และ 9 แผนงานบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน.

By ทีมงาน devdog