เปิดแฟ้มคดี "บิ๊กสรวีย์": จากผู้ต้องสงสัย สู่การจับกุมในคดีอุ้มฆ่าสะเทือนขวัญ

เจาะลึกคดีอุ้มฆ่า นายรุทธ์ "ท็อป" มณีประเสริฐ ที่ลพบุรี จากการหายตัว สู่การจับกุม "บิ๊กสรวีย์" และพวก พร้อมทำความเข้าใจข้อกล่าวหาที่เผชิญ

เปิดแฟ้มคดี "บิ๊กสรวีย์": จากผู้ต้องสงสัย สู่การจับกุมในคดีอุ้มฆ่าสะเทือนขวัญ

คดีอาชญากรรมร้ายแรงมักสร้างความตกตะลึงและตั้งคำถามมากมายในสังคม และหนึ่งในคดีที่ได้รับความสนใจอย่างสูงในช่วงไม่นานมานี้คือกรณีการอุ้มฆ่าผู้จัดการหนุ่มบริษัทนำเข้าและจำหน่ายเครื่องมือทางการแพทย์ โดยมีชื่อของ นายสรวีย์ หรือที่สื่อหลายสำนักอาจอ้างถึงว่าเป็น "บิ๊กสรวีย์" และ "บอสใหญ่" ถูกพาดพิงในฐานะผู้บงการคนสำคัญ บทความนี้จะพาทุกท่านเจาะลึกถึงรายละเอียดของคดี ตั้งแต่จุดเริ่มต้น การสืบสวน ไปจนถึงการจับกุมผู้ต้องหาสำคัญ พร้อมทำความเข้าใจถึงข้อหาที่พวกเขาต้องเผชิญหน้า

ต้นธารคดีสะเทือนขวัญ: การหายตัวไปของนายรุทธ์ “ท็อป” มณีประเสริฐ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นด้วยความกังวลใจของครอบครัว เมื่อ นายรุทธ์ มณีประเสริฐ หรือ “ท็อป” อายุ 46 ปี ผู้จัดการขายของบริษัทนำเข้าและจำหน่ายเครื่องมือทางการแพทย์ชื่อดังแห่งหนึ่ง ย่านสุทธิสาร ได้หายตัวไปอย่างปริศนาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 การหายตัวไปของเขาไม่ใช่เรื่องปกติ ครอบครัวจึงได้เข้าแจ้งความคนหายไว้ที่ สน.สุทธิสาร เพื่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

การสืบสวนเบื้องต้นนำไปสู่การตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งกลายเป็นกุญแจสำคัญในการคลี่คลายคดี ตำรวจพบหลักฐานจากกล้องวงจรปิดบริเวณลานจอดรถบ่อตกกุ้ง ซอยรัชดา 18 ในช่วงเช้าของวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 06.24 น. ภาพที่ปรากฏสร้างความตกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันแสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์ที่เชื่อว่าเป็นการ "จัดฉากอุ้ม" นายรุทธ์ ออกไปจากบ่อตกกุ้ง มุ่งหน้าไปยังจังหวัดสมุทรปราการ เหตุการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติและนำไปสู่การตั้งข้อสันนิษฐานว่า นายรุทธ์อาจไม่ได้หายตัวไปเอง แต่ถูกกระทำการโดยบุคคลอื่น

เมื่อความหวังริบหรี่: การค้นพบศพที่จังหวัดลพบุรี

ความพยายามของเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนในการติดตามหาตัวนายรุทธ์ดำเนินไปอย่างไม่ลดละ และในที่สุด เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 ข่าวร้ายที่สุดก็มาถึง เจ้าหน้าที่ได้ติดตามไปจนพบศพของนายรุทธ์ในสภาพที่ยากจะรับได้ คือ ถูกเผาเหลือแต่โครงกระดูก ภายในห้องน้ำของบ้านร้างแห่งหนึ่ง ที่ไร่ไบคาน อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี

การค้นพบศพนี้ได้เปลี่ยนสถานะคดีจากการหายตัวไปเป็นการ "ฆาตกรรม" อย่างชัดเจน และลักษณะการทำลายศพด้วยการเผาเหลือเพียงโครงกระดูก บ่งชี้ถึงความโหดเหี้ยมของผู้กระทำผิด และความพยายามที่จะปิดบังอำพรางการตายและสาเหตุของการเสียชีวิต การระบุตัวตนของศพต้องอาศัยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียด แต่พยานหลักฐานจากจุดเกิดเหตุและข้อมูลที่ได้จากการสืบสวนก็เริ่มชี้เป้าไปยังกลุ่มบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง

ภาพประกอบ

เปิดปม "บอสใหญ่" สรวีย์: การสืบสวนและหมายจับผู้บงการ

เมื่อคดีพลิกผันสู่การฆาตกรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเร่งดำเนินการสืบสวนอย่างเข้มข้น เพื่อหาตัวผู้บงการและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด จากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ ทั้งจากกล้องวงจรปิด คำให้การพยาน และพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถเชื่อมโยงไปถึงบุคคลสำคัญสองคน ได้แก่ นายสรวีย์ หรือ ซี รัฐพิทักษ์ถิรดา ซึ่งสื่อบางแห่งอาจเรียกขานว่า "บิ๊กสรวีย์" หรือ "บอสใหญ่" และ น.ส.เบญญาภา หรือ "หญิงสาวคนสนิท" ของนายสรวีย์

ตามข้อมูลที่ปรากฏ นายสรวีย์ ถูกระบุว่าเป็น "บอสใหญ่" หรือ "ตัวการสั่งตาย" ในคดีนี้ ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการวางแผนและสั่งการให้มีการอุ้มฆ่า นายรุทธ์ ส่วน น.ส.เบญญาภา ถูกระบุว่าเป็น "หญิงสาวคนสนิท" ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเช่นกัน

จากพยานหลักฐานที่หนักแน่น ศาลอาญาจึงได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้งสองราย โดยออกหมายจับ นายสรวีย์ ตามหมายจับศาลอาญาเลขที่ 1293/2569 และ น.ส.เบญญาภา ตามหมายจับศาลอาญาเลขที่ 1294/2569 ลงวันที่ 5 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการจับกุม

นาทีรวบตัว: การจับกุมนายสรวีย์และ น.ส.เบญญาภา

ปฏิบัติการจับกุมเริ่มต้นขึ้นอย่างเร่งด่วน ภายใต้การนำของ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น., พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.2, พ.ต.อ.อธิบดี เสริมสุข ผกก.สส.บก.น.2 และ พ.ต.อ.พรเทพ เฉลิมเกียรติ ผกก.สน.สุทธิสาร

เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 5 มีนาคม 2569 กำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนได้เข้าทำการจับกุม นายสรวีย์ ได้ที่บ้านพักหลังหนึ่งย่านวังทองหลาง และควบคุมตัวมาดำเนินคดีที่ สน.สุทธิสาร ซึ่งเป็นสถานีตำรวจเจ้าของคดี

ในเวลาต่อมาไม่นาน เจ้าหน้าที่ก็สามารถจับกุมตัว น.ส.เบญญาภา หญิงสาวคนสนิทของผู้ต้องหาได้เช่นกัน และนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายที่ สน.สุทธิสาร ซึ่งการจับกุมผู้ต้องหาสำคัญทั้งสองรายนี้ ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และเป็นสัญญาณว่าคดีนี้กำลังจะเข้าสู่ขั้นตอนของการสอบสวนและดำเนินคดีอย่างเข้มข้น

ข้อกล่าวหาร้ายแรงที่ต้องเผชิญ: บทบัญญัติแห่งกฎหมาย

ผู้ต้องหาทั้งสองรายคือ นายสรวีย์ และ น.ส.เบญญาภา ต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาที่รุนแรงและมีโทษสูง ซึ่งสะท้อนถึงลักษณะของอาชญากรรมที่กระทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายสรวีย์ในฐานะผู้บงการ ซึ่งถูกตั้งข้อหาเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานต่างๆ ส่วน น.ส.เบญญาภา ถูกตั้งข้อหาร่วมกันกระทำความผิด

ข้อหาหลักที่สำคัญ:

  • ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน: นี่คือข้อหาที่ร้ายแรงที่สุดข้อหนึ่ง หมายถึงการที่ผู้กระทำมีเจตนาฆ่าโดยมีการวางแผนล่วงหน้า มีการคิดใคร่ครวญถึงผลที่จะตามมา และเตรียมการไว้ก่อนที่จะลงมือกระทำ การไตร่ตรองไว้ก่อนทำให้ข้อหานี้มีโทษหนักกว่าการฆ่าโดยไม่เจตนาหรือโดยบันดาลโทสะ ในกรณีนี้ การจัดฉากอุ้มและนำไปทำลายศพอย่างโหดเหี้ยม ยิ่งตอกย้ำถึงการวางแผนอย่างรอบคอบเพื่ออำพรางความผิด
  • หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใด ให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย: ข้อหานี้เกี่ยวข้องกับการที่ผู้ต้องหาได้กระทำการใดๆ ที่ทำให้ผู้ตายไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ถูกบังคับให้อยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งโดยไม่สมัครใจ ซึ่งชัดเจนจากพฤติการณ์ที่ปรากฏในภาพจากกล้องวงจรปิดที่นายรุทธ์ถูกอุ้มออกไป
  • ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด ทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน ของผู้ถูกข่มขืนใจหรือโดยใช้กำลังประทุษร้าย จนผู้ถูกข่มขืนใจ ต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น: ข้อหานี้ครอบคลุมถึงการใช้กำลังบังคับ การข่มขู่ หรือการกระทำให้เกิดความกลัว เพื่อให้เหยื่อกระทำตามความต้องการของผู้ร้าย ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูล การส่งมอบทรัพย์สิน หรือการยอมจำนนต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่ถูกบังคับ
  • ปล้นทรัพย์: การปล้นทรัพย์คือการเอาทรัพย์สินของผู้อื่นไปโดยทุจริต โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งในคดีนี้ ข่าวที่ 2 ระบุชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเป็น "ปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยใช้ยานพาหนะฯ" ซึ่งเป็นข้อหาที่มีความร้ายแรงมาก เนื่องจากผลของการปล้นนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้ถูกกระทำ และมีการใช้ยานพาหนะในการกระทำความผิด
  • ลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ หรือส่วนของศพ เพื่อปิดบังการเกิด การตายหรือเหตุแห่งการตาย: ข้อหานี้เป็นผลมาจากการที่พบศพนายรุทธ์ในสภาพถูกเผาทำลายเหลือเพียงโครงกระดูก ในบ้านร้างที่จังหวัดลพบุรี พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะทำลายหลักฐานและปิดบังสาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิต รวมถึงเจตนาที่จะไม่ให้มีการตรวจสอบหรือระบุตัวตนของผู้ตายได้ง่าย ซึ่งข่าวที่ 2 ยังเพิ่มรายละเอียดว่า "ไม่มีเหตุอันสมควร ทำให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งศพ ส่วนของศพ" เพื่อบ่งบอกถึงการจงใจทำลายศพ
  • อั้งยี่ ซ่องโจร: ข่าวที่ 2 ระบุข้อหานี้ไว้อย่างชัดเจน "อั้งยี่" หมายถึงการรวมตัวกันเป็นคณะบุคคลเพื่อกระทำความผิดตามที่กฎหมายกำหนด ส่วน "ซ่องโจร" คือการที่บุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปรวมตัวกันเพื่อกระทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีโทษร้ายแรง และมีการกระทำผิดจริง ซึ่งในคดีนี้ ข่าวที่ 1 ก็ระบุว่า "โดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป" ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของข้อหาซ่องโจรที่บ่งชี้ว่ามีผู้ร่วมขบวนการจำนวนมากในการอุ้มฆ่าครั้งนี้

ข้อหาทั้งหมดที่ถูกตั้งขึ้นกับ นายสรวีย์ และ น.ส.เบญญาภา ชี้ให้เห็นถึงความร้ายแรงและซับซ้อนของคดี ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวางแผน การใช้ความรุนแรง การอำพรางคดี และการรวมกลุ่มกันเพื่อกระทำความผิด ซึ่งแต่ละข้อหามีบทลงโทษที่รุนแรงตามกฎหมายไทย และการดำเนินคดีจะเป็นไปอย่างเข้มงวดเพื่อนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและรับโทษตามกฎหมายอย่างสาสม

ประวัติส่วนตัวที่ถูกเปิดเผย: อดีตที่เชื่อมโยง

นอกจากข้อกล่าวหาในคดีอุ้มฆ่า นายสรวีย์ ยังมีประวัติส่วนตัวที่ถูกเปิดเผยและสร้างความสนใจให้กับสาธารณชน ข่าวจากเดลินิวส์ได้ระบุว่า "พบประวัติคืออดีตสามี “สาวซีวิค 9 ศพ”" ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงเขากับคดีที่เป็นที่รู้จักในอดีต อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ถูกนำเสนอในฐานะข้อมูลประกอบเท่านั้น และการมุ่งเน้นหลักของคดีนี้ยังคงอยู่ที่ข้อเท็จจริงและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการอุ้มฆ่า นายรุทธ์ มณีประเสริฐ

ลำดับเหตุการณ์สำคัญในคดี: ไทม์ไลน์สู่การจับกุม

เพื่อทำความเข้าใจภาพรวมของคดีอุ้มฆ่า นายรุทธ์ "ท็อป" มณีประเสริฐ ได้ดียิ่งขึ้น เราสามารถสรุปไทม์ไลน์ของเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามข้อมูลข่าวได้ดังนี้:

  • 18 กุมภาพันธ์ 2569: นายรุทธ์ มณีประเสริฐ หรือ "ท็อป" ผู้จัดการบริษัทนำเข้าและจำหน่ายเครื่องมือทางการแพทย์ หายตัวไปอย่างปริศนาหลังออกจากบ่อตกกุ้ง ซอยรัชดา 18 กล้องวงจรปิดจับภาพเหตุการณ์การจัดฉากอุ้มออกไปได้ มารดาของนายรุทธ์เข้าแจ้งความคนหายที่ สน.สุทธิสาร
  • 3 มีนาคม 2569: เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนติดตามจนพบศพนายรุทธ์ในสภาพถูกเผาเหลือแต่โครงกระดูก ภายในห้องน้ำบ้านร้าง ไร่ไบคาน อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ซึ่งยืนยันว่าเป็นการเสียชีวิตจากการฆาตกรรม
  • 5 มีนาคม 2569: ศาลอาญาอนุมัติหมายจับ นายสรวีย์ หรือ ซี รัฐพิทักษ์ถิรดา (บิ๊กสรวีย์) ตามหมายจับศาลอาญาที่ 1293/2569 และ น.ส.เบญญาภา (สาวคนสนิท) ตามหมายจับศาลอาญาที่ 1294/2569 ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและการอำพรางศพ
  • 5 มีนาคม 2569 (เวลา 23.00 น.): พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย พร้อมคณะนำกำลังฝ่ายสืบสวนเข้าจับกุมตัว นายสรวีย์ ได้ที่บ้านพักแห่งหนึ่งย่านวังทองหลาง และควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สน.สุทธิสาร
  • หลังเวลา 23.00 น. วันที่ 5 มีนาคม 2569: เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัว น.ส.เบญญาภา ได้ในเวลาต่อมา และนำตัวมาดำเนินคดีที่ สน.สุทธิสาร เช่นเดียวกัน
  • 6 มีนาคม 2569 (เวลา 00.00 น.): ผู้ต้องหาทั้งสองรายถูกนำตัวมายัง สน.สุทธิสาร และอยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อขยายผลและดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ลำดับเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่สามารถคลี่คลายคดีที่ซับซ้อนและนำตัวผู้ต้องหาคนสำคัญมาดำเนินคดีได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว

ภาพสะท้อนต่อสังคมและกระบวนการยุติธรรม

คดีอุ้มฆ่า นายรุทธ์ มณีประเสริฐ ที่มีชื่อของ "บิ๊กสรวีย์" เข้ามาเกี่ยวข้องนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องราวโศกนาฏกรรมส่วนบุคคล แต่ยังส่งผลสะท้อนต่อสังคมและกระบวนการยุติธรรมในหลายมิติ

  • ความตระหนกตกใจของสังคม: ความโหดเหี้ยมของวิธีการฆ่าและการอำพรางศพสร้างความหวาดผวาและความไม่สบายใจให้กับประชาชนทั่วไป การที่ผู้จัดการบริษัทเอกชนคนหนึ่งต้องมาจบชีวิตลงด้วยวิธีการที่รุนแรงเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามถึงความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน และความกล้าหาญของผู้ก่อเหตุ
  • ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม: การทำงานที่รวดเร็วของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบสวน ติดตาม และจับกุมผู้ต้องหาสำคัญ ได้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า อาชญากรรมร้ายแรงจะไม่ถูกปล่อยผ่าน และผู้กระทำผิดจะต้องได้รับการลงโทษตามกฎหมาย
  • การบังคับใช้กฎหมาย: คดีนี้จะกลายเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญในการบังคับใช้กฎหมายอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อหาที่ร้ายแรง เช่น การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน การกักขังหน่วงเหนี่ยว การปล้นทรัพย์ และการอำพรางศพ รวมถึงข้อหาซ่องโจร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการรวมกลุ่มเพื่อกระทำความผิด บทสรุปของคดีนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย
  • การให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย: หัวใจสำคัญของคดีอาญาคือการนำความยุติธรรมกลับคืนสู่ผู้เสียหายและครอบครัว การดำเนินคดีอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม จะช่วยเยียวยาความรู้สึกของครอบครัวนายรุทธ์ และเป็นบทเรียนสำหรับผู้ที่คิดจะก่ออาชญากรรม

บทสรุป: เส้นทางสู่การพิพากษา

คดีอุ้มฆ่า นายรุทธ์ มณีประเสริฐ โดยมี นายสรวีย์ หรือ "บิ๊กสรวีย์" และ น.ส.เบญญาภา เป็นผู้ต้องหาสำคัญ กำลังอยู่ในระหว่างการสอบสวนและดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย ข้อกล่าวหาที่พวกเขากำลังเผชิญนั้นมีความร้ายแรงและซับซ้อน สะท้อนถึงการวางแผนอย่างรอบคอบและความโหดเหี้ยมในการก่อเหตุ

แม้จะมีการจับกุมผู้ต้องหาสำคัญได้แล้ว แต่กระบวนการยุติธรรมยังคงต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม สอบสวนพยาน และนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาล การตัดสินใจของศาลจะเป็นบทสรุปสุดท้ายของคดีนี้ และเป็นสิ่งที่จะกำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมสำหรับผู้กระทำผิด เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิต ครอบครัว และสร้างความสงบสุขให้กับสังคมต่อไป

Read more

ดูทีวีออนไลน์: ปลดล็อกโลกความบันเทิงไร้ขีดจำกัด ไม่พลาดทุกกระแสร้อน

ดูทีวีออนไลน์: ปลดล็อกโลกความบันเทิงไร้ขีดจำกัด ไม่พลาดทุกกระแสร้อน

พบกับโลกใหม่ของการดูทีวีออนไลน์! เรียนรู้ทุกสิ่งที่ต้องรู้ตั้งแต่แพลตฟอร์มยอดนิยม, วิธีการรับชม, และไม่พลาดทุกกระแสร้อนในวงการบันเทิงไทย!

By ทีมงาน devdog
Slay the Spire 2 ทุบทุกสถิติ! ปรากฏการณ์ใหม่ของเกมโร๊คไลค์เด็คบิลดิ้งที่คุณต้องไม่พลาด

Slay the Spire 2 ทุบทุกสถิติ! ปรากฏการณ์ใหม่ของเกมโร๊คไลค์เด็คบิลดิ้งที่คุณต้องไม่พลาด

Slay the Spire 2 ภาคต่อเกมเด็คบิลดิ้งโร๊คไลค์ยอดนิยม สร้างสถิติผู้เล่นพร้อมกันสูงสุดบน Steam พร้อมฟีเจอร์ใหม่สุดมันส์และโหมด Co-op 4 ผู้เล่น!

By ทีมงาน devdog
วิว กุลวุฒิ กับเส้นทางสู่บัลลังก์ All England Open: บทพิสูจน์แห่งแชมป์โลก

วิว กุลวุฒิ กับเส้นทางสู่บัลลังก์ All England Open: บทพิสูจน์แห่งแชมป์โลก

ติดตาม "วิว" กุลวุฒิ วิทิตศานต์ แชมป์โลกแบดมินตันไทย ในศึก All England Open 2026 หลังพลิกแซงคู่ต่อสู้สุดมันส์ ลุ้นเข้ารอบลึก!

By ทีมงาน devdog
แนวรุก: หัวใจสำคัญที่มองไม่เห็นในการแข่งขันฟุตบอลระดับวิทยาลัย

แนวรุก: หัวใจสำคัญที่มองไม่เห็นในการแข่งขันฟุตบอลระดับวิทยาลัย

เจาะลึกความสำคัญของ offensive line ในฟุตบอลวิทยาลัยผ่านการสรรหา Gecova Doyal และบทบาทของโค้ช สำรวจทำไมแนวรุกจึงเป็นรากฐานสู่ชัยชนะ

By ทีมงาน devdog