มาตรการใหม่! ผู้ว่าฯชัชชาติ สั่งเก็บมือถือนักเรียน 437 โรงเรียนสังกัด กทม. เริ่ม 18 พ.ค. นี้
กทม. ประกาศมาตรการ "Phone Off, Learning On" ห้ามใช้อุปกรณ์ดิจิทัลในเวลาเรียน 437 โรงเรียน เริ่ม 18 พ.ค. นี้ เพื่อเพิ่มสมาธิและพัฒนาสังคมของนักเรียน
กรุงเทพมหานครกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการศึกษา ด้วยมาตรการเชิงรุกที่สำคัญจาก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเตรียมประกาศบังคับใช้การควบคุมและกำกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟน ภายในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครทั้ง 437 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมกับการเปิดภาคเรียนที่ 1/2569 มาตรการนี้อยู่ภายใต้โครงการที่มีชื่อว่า “Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู” เพื่อมุ่งเน้นเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพและพฤติกรรมจากการใช้งานหน้าจอที่มากเกินความจำเป็น

ทำไมต้องมีมาตรการควบคุมมือถือในโรงเรียน?
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้กล่าวถึงเหตุผลสำคัญที่ทำให้ กทม. ต้องออกนโยบายนี้ โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับเยาวชนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตอย่างลึกซึ้ง ปัญหาเหล่านั้นได้แก่:
- สมาธิสั้นและผลการเรียนลดลง: งานวิจัยใน 14 ประเทศ รวมถึงรายงาน UNESCO GEM 2023 ชี้ชัดว่าเพียงแค่มีโทรศัพท์อยู่ใกล้ตัว หรือมีการแจ้งเตือน ก็สามารถทำให้นักเรียนเสียสมาธิ และอาจใช้เวลาถึง 20 นาทีในการกลับมามีสมาธิกับการเรียนอีกครั้ง ประเทศอย่างเบลเยียม สเปน และสหราชอาณาจักร จึงได้นำสมาร์ทโฟนออกจากโรงเรียนและพบว่าผลการเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมลดลง: เด็กๆ ใช้ชีวิตในโลกเสมือนจริงมากเกินไป ทำให้มีปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อนน้อยลง ขาดทักษะการใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับผู้อื่น
- ปัญหาสุขภาพ: การใช้งานหน้าจอมากเกินไปส่งผลให้เกิดปัญหาทางสายตา เช่น สายตาสั้น และภาวะอ้วนขึ้นเนื่องจากขาดการออกกำลังกาย
- ความปลอดภัยทางไซเบอร์: มีความเสี่ยงต่อการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) และการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม

หลักการสำคัญ 3 ประการของโครงการ “Phone Off, Learning On”
มาตรการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการห้ามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างสมดุลและวางรากฐานการใช้งานอย่างเหมาะสม โดยยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
- การเรียนรู้อย่างมีจุดมุ่งหมาย: สนับสนุนให้ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเป็น “เครื่องมือการเรียนรู้” ภายใต้การดูแลของครูผู้สอนในคาบเรียนที่เหมาะสมเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อความบันเทิงอย่างไร้ทิศทาง
- สุขภาวะและพัฒนาการทางสังคม: กำหนด เขตปลอดดิจิทัล (Digital-Free Zone) ในบางช่วงเวลา เช่น พักเที่ยง หรือในพื้นที่ส่วนรวม เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ออกกำลังกาย และพักสายตาจากหน้าจอ
- ความปลอดภัยทางไซเบอร์: สร้างระบบเฝ้าระวังเพื่อป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ และการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในสถานศึกษา
การดำเนินการและผลลัพธ์นำร่อง
มาตรการนี้จะครอบคลุมถึงแนวปฏิบัติเรื่องการจัดเก็บอุปกรณ์ในตอนเช้า โดยจะมีการกำหนดช่วงเวลาที่นักเรียนสามารถขอใช้อุปกรณ์เพื่อติดต่อสื่อสารในกรณีจำเป็น หรือนำไปใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้ภายใต้การดูแลของครู สำหรับกรณีฉุกเฉิน ผู้ปกครองยังคงสามารถติดต่อโรงเรียนผ่านไลน์หรือเบอร์โทรศัพท์ได้ตามปกติ
ก่อนการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ กทม. ได้ทดลองใช้มาตรการดังกล่าวในโรงเรียนนำร่อง 10 แห่ง เช่น โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ และโรงเรียนมัธยมบ้านบางกะปิ ซึ่งผลลัพธ์เบื้องต้นน่าพึงพอใจอย่างมาก ผู้ปกครองมีความพึงพอใจสูง นักเรียนตั้งใจเรียนมากขึ้น มีสมาธิและผลการเรียนดีขึ้น รวมถึงมีปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อนผ่านกิจกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
การริเริ่มของ กทม. ในครั้งนี้ ถือเป็นการวางรากฐานที่สำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เหมาะสมให้กับเยาวชน ให้พวกเขาเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ ทั้งด้านวิชาการ สังคม และสุขภาพ ภายใต้โลกดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว