BOI เตือนธุรกิจไทย: รับมือ "ระเบียบโลกใหม่" ต้นทุนพุ่ง วิกฤตซัพพลายเชน
BOI ชี้สงครามโลกดันต้นทุนพลังงาน-โลจิสติกส์สูง แนะธุรกิจไทยรับมือระเบียบเศรษฐกิจใหม่ วิจัยกรุงศรีเตือนเงินเฟ้อพุ่ง.
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในหลายภูมิภาคของโลกที่ทวีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ภาคธุรกิจทั่วโลกและในประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ได้ออกมาเตือนให้ผู้ประกอบการไทยเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่เรียกว่า "ระเบียบโลกใหม่" ที่กำลังจะเข้ามา และผลกระทบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น และความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน
BOI ชี้: สงครามไม่ใช่เรื่องชั่วคราว แต่คือ "ระเบียบโลกใหม่"
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI ได้เน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ระยะสั้น แต่เป็นผลพวงจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ที่สะสมมาอย่างยาวนาน ซึ่งกำลังนำไปสู่การปรับตัวของระบบเศรษฐกิจโลกในระยะยาว “ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบโลกใหม่ และจะอยู่กับระบบเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และการลงทุนไปอีกยาว” นายนฤตม์กล่าว
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนมีสองประการหลัก ได้แก่
- ต้นทุนการทำธุรกิจที่ปรับตัวสูงขึ้น: ทั้งจากราคาพลังงานที่พุ่งทะยาน ค่าขนส่ง และต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- ความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ: สัญญาณการขาดแคลนวัตถุดิบบางประเภท หรือราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจและภาคการผลิตทั่วโลก

วิจัยกรุงศรีเตือน: เงินเฟ้อไทยจ่อพุ่ง GDP สุ่มเสี่ยง
ขณะที่ BOI เตือนถึงภาพรวมระดับโลก วิจัยกรุงศรี ได้เจาะลึกถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยระบุว่ามีความเสี่ยงที่ "เงินเฟ้อ" ของไทยอาจพุ่งสูงถึง 4.5% หากราคาน้ำมันดิบโลกแตะระดับ 130 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และภาครัฐไม่สามารถอุดหนุนราคาพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง ในกรณีเลวร้ายที่สุด อาจฉุดรั้งการเติบโตของ GDP ไทยให้ลดลงถึง 0.9%
ศูนย์กลางของความเสี่ยงอยู่ที่การปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 3 ของการค้าน้ำมันดิบโลก การหยุดชะงักของช่องแคบนี้จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยที่นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูงถึง 58% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด

อุตสาหกรรมใดบ้างที่เปราะบางที่สุด?
วิจัยกรุงศรีได้ชี้ชัดถึงอุตสาหกรรมที่เปราะบางที่สุดต่อสถานการณ์สงคราม ได้แก่
- โรงกลั่นน้ำมัน ปิโตรเคมี พลาสติกและบรรจุภัณฑ์: เนื่องจากพึ่งพาวัตถุดิบตั้งต้น (Feedstock) จากตะวันออกกลางโดยตรง
- โรงไฟฟ้า: โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ที่อาจได้รับผลกระทบจากการขาดแคลน LNG ซึ่งไทยนำเข้าจากภูมิภาคนี้ถึง 1 ใน 4
- ภาคการขนส่ง: ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น หรืออาจขาดแคลน
- ภาคเกษตรกรรม: ราคาวัตถุดิบ เช่น ปุ๋ย ที่แพงขึ้นหรือขาดแคลน
ธุรกิจไทยควรเตรียมพร้อมรับมืออย่างไร?
ในยุคที่ความผันผวนกลายเป็นเรื่องปกติ ธุรกิจไทยจึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์และวางแผนรับมืออย่างรอบคอบ:
- บริหารจัดการต้นทุน: ทบทวนและหาแนวทางลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ เช่น การลงทุนในพลังงานทางเลือก การปรับปรุงประสิทธิภาพการขนส่ง หรือการวางแผนเส้นทางขนส่งใหม่
- กระจายความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน: ไม่พึ่งพาแหล่งวัตถุดิบใดแหล่งเดียวมากเกินไป พิจารณาหาซัพพลายเออร์ทางเลือกจากหลายภูมิภาคเพื่อลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงัก
- สต็อกสินค้าเชิงรุก: ประเมินความจำเป็นในการสำรองวัตถุดิบหรือสินค้าคงคลังให้เพียงพอ เพื่อรองรับสถานการณ์ขาดแคลนหรือราคาพุ่งสูง
- พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ: มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น
สถานการณ์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับภาคธุรกิจไทย การปรับตัวให้ทันต่อ "ระเบียบโลกใหม่" พร้อมกับการวางแผนเชิงกลยุทธ์ จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนในระยะยาว และในท่ามกลางความขัดแย้งนี้ การสนับสนุนนโยบายที่มุ่งสร้างสันติภาพโลก (ดังที่ประเทศไทยมีจุดยืน) ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ในภาพรวม