บูม จิรภัทร: เจาะลึกคดีฉาวเซียนพระดัง กับข้อหาล่วงละเมิดเด็ก 4 ขวบ
เจาะลึกคดี 'บูม จิรภัทร' เซียนพระชื่อดัง ถูกจับกุมข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเด็กชายวัย 4 ขวบ แม่เด็กยืนยันเอาผิดถึงที่สุด ติดตามได้ที่นี่
ในแวดวงพระเครื่องคงไม่มีใครไม่รู้จักชื่อ "บูม จิรภัทร" หรือที่รู้จักกันในวงการว่า "บูม จักรเพชร นามเจ็ดสี" เซียนพระชื่อดังผู้มากด้วยบารมี ทว่าชื่อเสียงที่เคยโด่งดังกลับต้องมัวหมองจากข่าวฉาวสุดสะเทือนใจ เมื่อเขาถูกออกหมายจับและถูกดำเนินคดีในข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา และพรากผู้เยาว์เด็กชายวัยเพียง 4 ขวบ ซึ่งเป็นญาติกัน เหตุการณ์นี้ได้จุดชนวนความโกรธแค้นและความตกใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก
ต้นตอคดี: จากบ้านญาติสู่โรงพยาบาล
คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ที่บ้านพักใน อ.ภูกระดึง จ.เลย นางสาวเพ็ญ (นามสมมุติ) มารดาของเด็กชายวัย 4 ขวบ ได้พาลูกชายไปเล่นที่บ้านของนายจิรภัทร ซึ่งเป็นญาติกัน หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อกลับไปรับลูกชาย เธอกลับพบว่าเด็กชายเดินร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด พร้อมระบุว่า "เจ็บก้น" เมื่อตรวจสอบร่างกายก็พบร่องรอยการฉีกขาดอย่างรุนแรงบริเวณรูทวารหนักลึกเข้าไปด้านใน แพทย์ที่โรงพยาบาลภูกระดึงยืนยันผลการตรวจว่ามีบาดแผลฉีกขาดจริง
มารดาของเด็กชายไม่ยอมเจรจาไกล่เกลี่ยตามที่นายจิรภัทรพยายามติดต่อขอพูดคุย แต่ตัดสินใจเข้าร้องเรียนผ่านเพจ "Survive – สายไหมต้องรอด" เพื่อขอความเป็นธรรม และแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.ภูกระดึง เพื่อเอาผิดถึงที่สุด
การจับกุมและการแจ้งข้อหา
พนักงานสอบสวน สภ.ภูกระดึง ได้รวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติศาลจังหวัดเลยออกหมายจับ นายจิรภัทร ในที่สุด เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนก็สามารถเข้าควบคุมตัว "บูม จิรภัทร" ได้คาโรงพัก สภ.ภูกระดึง ในวันที่ 23 มีนาคม 2569 ขณะที่เขาเดินทางมาพร้อมครอบครัวเพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งในทางกฎหมายถือเป็นการจับกุมตามหมายจับที่ศาลอนุมัติเรียบร้อยแล้ว

บูม จิรภัทร ถูกแจ้ง 3 ข้อหาหนัก ได้แก่ ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น, ข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และพรากผู้เยาว์ เบื้องต้นนายจิรภัทรยังคงให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยอ้างว่ารักเด็กเหมือนลูกหลานและจะขอต่อสู้คดีในชั้นศาล
ความเข้าใจผิดและคำให้การที่สร้างความไม่พอใจ
ในช่วงแรกที่มีข่าวออกไป ชื่อย่อ "บ." ทำให้หลายคนคาดเดาไปถึง "บอย ท่าพระจันทร์" เซียนพระชื่อดังอีกท่านหนึ่ง ซึ่งทางบอย ท่าพระจันทร์ และพิธีกรดัง หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ก็ได้ออกมายืนยันผ่านรายการอย่างชัดเจนว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้แต่อย่างใด

สิ่งที่สร้างความไม่พอใจให้กับสังคมอย่างมากคือ คำให้การของนายจิรภัทรในชั้นสอบสวนและจากการไลฟ์สดก่อนถูกจับกุม เขาอ้างว่าเป็นการเข้าใจผิด เนื่องจากเห็นเด็กท้องผูกจึงหวังดีใช้อุปกรณ์สวนทวารที่พกติดตัวมาช่วยจัดการให้ ซึ่งคำกล่าวอ้างดังกล่าวขัดต่อสามัญสำนึกและข้อเท็จจริงที่พบโดยแพทย์ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกโซเชียล
บทสรุปและเส้นทางคดี
คดีของ "บูม จิรภัทร" ยังคงเป็นที่จับตาของสังคม เนื่องจากเป็นคดีที่มีผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการล่วงละเมิดเด็กผู้บริสุทธิ์ การดำเนินคดีจะเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อนำความยุติธรรมมาสู่ผู้เสียหาย และเป็นบทเรียนให้กับผู้ที่คิดจะกระทำผิดในลักษณะเดียวกัน