กองทุนน้ำมันฯ เพิ่มเงินอุดหนุน “ดีเซล” 20.36 บาท/ลิตร: มาตรการเร่งด่วนสกัดราคาพุ่ง!
กบน. เพิ่มเงินอุดหนุนดีเซลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 20.36 บาท/ลิตร เพื่อควบคุมราคาไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร บรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน พร้อมรับมือสถานการณ์น้ำมันโลกผันผวน.
ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังคงผันผวนและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการประกาศเพิ่มเงินอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลเป็น 20.36 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นการอุดหนุนในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มีผลตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
ทำไมต้องอุดหนุนดีเซล? และมากถึง 20.36 บาท/ลิตร?
การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นจากมติของ กบน. ตามประกาศฉบับที่ 22/2569 ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อควบคุมราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศไม่ให้ปรับตัวสูงเกินกว่า 30 บาทต่อลิตร อันเป็นระดับราคาที่พิจารณาแล้วว่าเกินกว่าความเหมาะสมและอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำรงชีพของประชาชน รวมถึงภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาน้ำมันดีเซลเป็นหลัก

มาตรการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการชะลอความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำมัน หรือปริมาณน้ำมันไม่เพียงพอต่อการใช้งานภายในประเทศ ซึ่งอาจบั่นทอนความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้
รายละเอียดการอุดหนุนและสถานะกองทุนฯ
- น้ำมันดีเซล: ทั้งดีเซลหมุนเร็วธรรมดาและ B20 ได้รับเงินชดเชยสูงสุดที่ 20.36 บาทต่อลิตร
- น้ำมันเบนซิน: น้ำมันเบนซินทุกประเภท (รวมถึงแก๊สโซฮอล) ยังคงมีการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนในอัตรา 0.10 บาทต่อลิตร โดยไม่มีการชดเชย
- แก๊สโซฮอล: แก๊สโซฮอล 95 ได้รับเงินชดเชย 9.73 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล 91 ที่ 9.73 บาทต่อลิตร, E20 ที่ 11.06 บาทต่อลิตร และ E85 ที่ 2.28 บาทต่อลิตร (ข้อมูลจากประกาศฉบับที่ 21 ซึ่งถูกยกเลิกไป แต่แสดงถึงแนวทางการชดเชยของน้ำมันกลุ่มอื่น)
อย่างไรก็ตาม สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 15 มีนาคม 2569 พบว่า ฐานะโดยรวมยังคงติดลบประมาณ 12,605 ล้านบาท โดยบัญชีน้ำมันยังเป็นบวก 25,016 ล้านบาท แต่บัญชีก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) กลับติดลบถึง 37,621 ล้านบาท สะท้อนถึงภาระอันหนักอึ้งของกองทุนฯ ในการรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน

น้ำมันดิบเพียงพอ แต่บริหารจัดการต้องเร่งแก้
แม้ว่าจะมีรายงานจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันดิบเพียงพอสำหรับการกลั่นใช้ได้ถึง 90 วัน แต่ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้คือเรื่องของการ บริหารจัดการการขนส่งและการสื่อสารสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ภาคอุตสาหกรรมบางส่วนหันมาเติมน้ำมันที่หน้าปั๊มเหมือนประชาชนทั่วไป ทำให้เกิดภาพการต่อคิวยาวและบางปั๊มมีน้ำมันจำกัดการเติม ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกและเข้าใจผิดว่าน้ำมันกำลังจะหมด
มาตรการเร่งด่วนที่ภาครัฐกำลังดำเนินการ
- สื่อสารกับประชาชน: สร้างความมั่นใจว่าน้ำมันมีเพียงพอแน่นอน
- บริหารจัดการขนส่งและโลจิสติกส์: กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งวางแผนการกระจายน้ำมันให้ทั่วถึงและรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่กำลังมีความต้องการสูง
- จัดการน้ำมันภาคอุตสาหกรรม: พิจารณาแนวทางแยกช่องทางการเติมน้ำมันสำหรับภาคอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้เกิดการแย่งชิงกับความต้องการของประชาชนหน้าปั๊ม
การอุดหนุนดีเซล 20.36 บาทต่อลิตร จึงเป็นเพียงหนึ่งในหลายมาตรการที่ภาครัฐกำลังเร่งดำเนินการเพื่อพยุงสถานการณ์พลังงานของประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ โดยต้องจับตาดูประสิทธิภาพของการบริหารจัดการและการสื่อสารเพื่อให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริง และเศรษฐกิจของประเทศยังคงเดินหน้าต่อไปได้