ดอลลาร์แข็งค่า: สกุลเงินปลอดภัยรับอานิสงส์วิกฤตตะวันออกกลางและราคาน้ำมันพุ่ง
เจาะลึกสถานการณ์ดอลลาร์แข็งค่า รับแรงซื้อสกุลเงินปลอดภัยท่ามกลางความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและค่าเงินบาทไทยอย่างไร
ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับอานิสงส์จากแรงซื้อในฐานะ "สกุลเงินปลอดภัย" (Safe-Haven Currency) ที่นักลงทุนทั่วโลกต่างพากันเข้าถือครองเพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ
ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน จุดชนวนความกังวลตลาดโลก
ความกังวลหลักที่ผลักดันให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมาจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงและยืดเยื้อขึ้นเรื่อย ๆ สถานการณ์นี้ไม่ได้เพียงแค่สร้างความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลก นักลงทุนมีความหวั่นวิตกว่า หากความขัดแย้งดำเนินต่อไป จะกระทบต่อการจัดหาพลังงานของโลกอย่างรุนแรง และอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะกดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในภาพรวม

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งใช้วัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุล ได้ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 99.004 และเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญอย่างยูโร ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 0.18% สู่ระดับ 1.160 เทียบยูโร และดีดตัวขึ้น 0.15% สู่ระดับ 158.02 เยน บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
ราคาน้ำมันพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ กดดันเศรษฐกิจ
ผลพวงจากความขัดแย้งตะวันออกกลางเห็นได้ชัดจากราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ที่ทะยานขึ้นมากกว่า 35% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่มีการซื้อขายสัญญาน้ำมันในปี 1983 และล่าสุดพุ่งขึ้นถึง 13% สู่ระดับ 102.67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ราคาทะลุ 100 ดอลลาร์นับตั้งแต่ปี 2022 ที่ตลาดได้รับผลกระทบจากการที่รัสเซียบุกยูเครน
สาเหตุหลักของการพุ่งขึ้นนี้มาจากการที่ผู้ผลิตรายใหญ่ในตะวันออกกลางพากันลดกำลังการผลิต เนื่องจากขาดแคลนสถานที่กักเก็บน้ำมัน หลังจากไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ เพราะอิหร่านขู่โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ากลุ่ม G7 กำลังพิจารณาระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกสู่ตลาด ทำให้ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลงจากระดับสูงสุดของวันเล็กน้อย
ผลกระทบต่อค่าเงินบาทและเศรษฐกิจไทย
ตามรายงานสถานการณ์ค่าเงินบาทล่าสุด เงินบาทเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงอยู่ที่ประมาณ 31.76 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดการณ์ว่าจะแกว่งตัวในกรอบ 31.70–32.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดสัปดาห์นี้ ซึ่งสอดคล้องกับการที่ดัชนีเงินดอลลาร์แข็งค่าทะลุจุดสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี ผลจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ราคาทองคำยังเริ่มมีสัญญาณพักฐานช่วงปลายสัปดาห์อีกด้วย
ความผันผวนในตลาดการเงินยังคงสูงจากการที่อิหร่านปฏิเสธการเจรจากับสหรัฐฯ ทำให้ความขัดแย้งและการตอบโต้ทางทหารยังดำเนินต่อเนื่อง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศมาตรการรับประกันความเสี่ยงและการคุ้มครองเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเตรียมกำลังทัพเรือเพื่อคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน หลังเหตุการณ์ทำให้การขนส่งทางน้ำหยุดชะงักในหลายเส้นทาง
นโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ และท่าทีของ Fed
ในด้านมาตรการเศรษฐกิจสหรัฐฯ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ นายสกอตต์ เบสเซนต์ ได้เปิดเผยว่าอัตราภาษีนำเข้าจะปรับขึ้นจาก 10% เป็น 15% ในเร็ววันนี้ และคาดว่าจะกลับสู่ระดับเดิมภายในเดือนสิงหาคม นอกจากนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐฯ ก็ยังน่าจับตา โดยการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกุมภาพันธ์ลดลงถึง 92,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าประมาณการอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้เข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนการประชุม FOMC ในวันที่ 17-18 มีนาคมนี้ ซึ่งกฎระเบียบของเฟดห้ามเจ้าหน้าที่แสดงความเห็นในช่วงนี้เพื่อป้องกันการตีความที่ผิดพลาดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม นักลงทุนให้น้ำหนักสูงถึง 97.4% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมครั้งนี้
โดยสรุป ดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงเป็นที่ต้องการในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงค่าเงินบาทของไทยด้วย การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน