ดาวโจนส์วันนี้ร่วงหนัก: วิกฤตตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง ฉุดตลาดหุ้นโลก
เกาะติดสถานการณ์ดาวโจนส์วันนี้ หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดิ่งหนักกว่า 700 จุด ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ $100 จากวิกฤตตะวันออกกลางและสงครามอิหร่าน.
ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ: ดาวโจนส์ดิ่งเหว รับแรงกดดันจากตะวันออกกลาง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการในวันพฤหัสบดีด้วยการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ร่วงลงถึง 739.42 จุด หรือ 1.56% ไปปิดที่ระดับ 46,677.85 จุด นับเป็นการปรับตัวลงครั้งใหญ่ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.
ดัชนีหลักอื่นๆ ก็ไม่รอดพ้นจากภาวะการเทขาย โดยดัชนี S&P 500 ลดลง 103.22 จุด หรือ 1.52% ปิดที่ 6,672.58 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ลดลง 404.15 จุด หรือ 1.78% ปิดที่ 22,311.98 จุด สะท้อนถึงการเทขายหุ้นในวงกว้าง โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มที่ไม่ใช่พลังงานที่ถูกนักลงทุนเทขายอย่างหนัก.

ชนวนสำคัญ: สงครามอิหร่านและราคาน้ำมันทะลุ $100
ปัจจัยหลักที่จุดชนวนให้ตลาดหุ้นดิ่งลงคือสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการกระทำของอิหร่าน ทั้งการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและคำประกาศจากผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านที่ย้ำว่าจะ ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก เพื่อใช้เป็นเครื่องมือกดดันศัตรู พร้อมกับเตือนว่าฐานทัพสหรัฐฯ ทั้งหมดในตะวันออกกลางอาจตกเป็นเป้าหมายหากยังคงเปิดดำเนินการ.
คำประกาศดังกล่าวส่งผลให้ตลาดพลังงานตึงเครียดอย่างหนัก ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังเพิ่มขึ้นมากกว่า 8% ในช่วงข้ามคืน ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ก็พุ่งขึ้นกว่า 9% เข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์เช่นกัน.
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ออกโรงเตือนว่า สงครามในอิหร่านกำลังก่อให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งยิ่งตอกย้ำความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลก.
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและนโยบายการเงิน
- แรงกดดันเงินเฟ้อ: ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงสร้างความวิตกอย่างมากต่อภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและการเติบโตทางเศรษฐกิจ.
- ลดความคาดหวังการลดดอกเบี้ย: แม้ข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดจะยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ แต่สงครามที่ยืดเยื้อและราคาน้ำมันที่ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้นักลงทุนลดความคาดหวังที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้. การประชุมนโยบายการเงินของ Fed ในวันที่ 17-18 มีนาคมนี้ จึงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด.
- มาตรการบรรเทาจากรัฐบาลสหรัฐฯ: คณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แจ้งบริษัทน้ำมันและผู้ให้บริการขนส่งของสหรัฐฯ ให้เตรียมพร้อมสำหรับการยกเว้นกฎหมาย Jones Act ชั่วคราว ซึ่งเป็นกฎหมายการขนส่งทางทะเลภายในประเทศที่มีอายุยาวนานกว่า 100 ปี เพื่อช่วยบรรเทาราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น.
ตลาดหุ้นยุโรปและสัญญาณเตือนอื่นๆ
ตลาดหุ้นยุโรปก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเปิดตัวในแดนลบต่อเนื่อง ดัชนี STOXX Europe 600 ปรับตัวลดลงประมาณ 0.5% แม้ IEA จะประกาศระบายน้ำมันสำรอง 400 ล้านบาร์เรล แต่ตลาดยังไม่มั่นใจว่ามาตรการนี้จะเพียงพอต่อภาวะอุปทานช็อก.
นอกจากนี้ ความกังวลด้านคุณภาพสินเชื่อก็เริ่มมีมากขึ้น โดยมีการเตือนว่าอัตราการผิดนัดชำระหนี้ในตลาดสินเชื่อเอกชนอาจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Morgan Stanley และ JPMorgan Chase ได้เริ่มดำเนินมาตรการป้องกันความเสี่ยง ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ปรับตัวลดลง.
สรุปและสิ่งที่ต้องจับตา
สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดหุ้นทั่วโลกในขณะนี้ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความขัดแย้งและผลกระทบต่อราคาน้ำมันจะยังคงสร้างแรงกดดันต่อตลาดต่อไป นักลงทุนควรจับตาการพัฒนาของสถานการณ์ geopolitical อย่างใกล้ชิด รวมถึงผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งสัญญาณถึงทิศทางนโยบายการเงินในอนาคต.