กฟผ. ก้าวสู่ Net Zero: ผู้นำพลังงานสะอาดเพื่อธุรกิจไทยและโลก
กฟผ. ผู้นำขับเคลื่อนพลังงานสะอาด เปิดตัว UGT Platform สนับสนุน Net Zero พร้อมเร่งพัฒนาโซลาร์ลอยน้ำและ Triple S กลยุทธ์ลดโลกร้อนอย่างยั่งยืน
ในยุคที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ และกติกาการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับ พลังงานสะอาด มากยิ่งขึ้น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลายเป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดอนาคตของธุรกิจและประเทศ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะผู้รับผิดชอบหลักด้านความมั่นคงทางพลังงานของไทย ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน ผ่านหลากหลายโครงการและกลยุทธ์ที่ล้ำสมัย
เปิดประตูสู่ “ไฟฟ้าเขียวเลือกได้” ด้วย UGT Platform
เพื่อตอบรับความต้องการของภาคธุรกิจที่ต้องการพลังงานสะอาดเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก กฟผ. ได้เปิดตัว UGT Platform (Utility Green Tariff) หรือบริการไฟฟ้าสีเขียว ที่เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญสู่เป้าหมาย Net Zero สำหรับองค์กรต่างๆ

- การบริหารจัดการสิทธิสีเขียวโปร่งใส: UGT Platform มีหัวใจสำคัญคือการบริหารจัดการใบรับรองการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Energy Attribute Certificates: EACs) ให้โปร่งใสและได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล
- เลือกแหล่งที่มาได้ 2 รูปแบบ:
- UGT1 (ไม่เจาะจงแหล่งที่มา): เหมาะสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท กฟผ. จัดสรรไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำเดิม 7 แห่ง ค่าบริการคำนวณจากค่าไฟฟ้าปกติบวกค่า Premium สัญญา 1 ปี
- UGT2 (เจาะจงแหล่งที่มา): สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่และกิจการเฉพาะอย่าง สามารถระบุแหล่งที่มาจากกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนใหม่ (โซลาร์บนพื้นดิน, โซลาร์+แบตเตอรี่, พลังงานลม รวม 245 แห่ง) ค่าบริการเป็นอัตราใหม่ที่ กกพ. กำกับ สัญญา 10 ปี
- Bundled RECs: ไฟฟ้าเขียวพร้อมใบรับรองในบิลเดียว: จุดเด่นคือการรวม "ไฟฟ้าสะอาด" และ "ใบรับรอง REC" ไว้ในบิลค่าไฟฟ้า ทำให้ธุรกิจสามารถนำไปใช้อ้างอิงการลดก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานสากลในขอบเขต Scope 2 ได้ทันที โดยระบบมีความสามารถในการ ตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และ ป้องกันการเคลมสิทธิ์ซ้ำซ้อน (Anti-Double Counting) เพื่อความน่าเชื่อถือสูงสุด
เร่งเครื่อง "โซลาร์ลอยน้ำ" ยุทธศาสตร์พลังงานอนาคต
กฟผ. ยังคงเดินหน้าโครงการ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ (Hydro-Floating Solar Hybrid) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในประเทศ ปัจจุบัน กฟผ. ได้ดำเนินการไปแล้วที่เขื่อนสิรินธร (45 MW) และเขื่อนอุบลรัตน์ (24 MW) และกำลังเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติโครงการโซลาร์ลอยน้ำใน 3 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ กำลังการผลิตรวม 1,638 เมกะวัตต์

โครงการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 0.8 ล้านตันต่อปี แต่ยังใช้พื้นที่ผิวน้ำเพียงเล็กน้อย เช่น เขื่อนศรีนครินทร์ เฟส 1 ใช้พื้นที่เพียง 0.55% ของพื้นที่ผิวน้ำทั้งหมด ทำให้ไม่กระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมหรือป่าไม้ โดยมีเป้าหมายรวม 2,725 เมกะวัตต์ทั่วประเทศ ภายใต้แผน PDP2018 Rev.1
กลยุทธ์ Triple S และ EGAT Greenova Cool Fund สู่ Net Zero
เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 (2050) และ Net Zero Emissions ของประเทศไทย กฟผ. ได้วางกลยุทธ์ Triple S ซึ่งเป็นการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกแบบครบวงจร:
- S1: Source Transformation: ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ต้นทางด้วยนวัตกรรมพลังงานสะอาด (โซลาร์ลอยน้ำ, โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ, การศึกษา SMR และ Hydrogen Power)
- S2: Sink Co-Creation: บริหารจัดการของเหลือทิ้ง และดูดซับกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (ศึกษา CCUS) รวมถึงการอนุรักษ์ป่าไม้
- S3: Support Measures Mechanism: สนับสนุนโครงการลดการปล่อย CO₂ ในภาคประชาชน เช่น ฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5, ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า และเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน
นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้จัดตั้ง กองทุนนวัตกรรมสารทำความเย็นสีเขียว กฟผ. (EGAT Greenova Cool Fund: EGAT GCF) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีทำความเย็นที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติร่วมกับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
ด้วยความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล กฟผ. กำลังสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับอนาคตพลังงานของประเทศไทย มั่นคง สะอาด และยั่งยืน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน