ปลัดมท. สั่งด่วน! ผู้ว่าฯทั่วประเทศ 3 มาตรการเข้ม ป้องกันกักตุนน้ำมัน สกัดวิกฤตพลังงาน
รัฐบาลเร่งรับมือวิกฤตพลังงาน! ปลัดมท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศใช้ 3 มาตรการเข้มงวด ทั้งสำรวจ ติดตาม และเตรียมพร้อม เพื่อสกัดการกักตุนน้ำมันและสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เร่งประชุมเพื่อหาแนวทางรับมือและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน โดยมีข้อสั่งการสำคัญไปยังกระทรวงมหาดไทยให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนที่สุด

นายกฯ ยันน้ำมันสำรองเพียงพอ แต่ต้องพร้อมรับมือ
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เป็นประธานการประชุมเร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์พลังงาน ยืนยันว่าประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวมเพียงพอ และสถานการณ์ก๊าซธรรมชาติยังไม่น่ากังวล แต่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชนและภาคเศรษฐกิจ จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งการบริหารจัดการพลังงาน การรักษาเสถียรภาพด้านราคา และการดูแลค่าครองชีพของประชาชน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
ปลัดมท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ 3 มาตรการเข้ม ป้องกันกักตุน
ต่อเนื่องจากข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ให้ดำเนินงานตาม 3 แนวทางหลัก อย่างเคร่งครัด เพื่อบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศให้เป็นไปอย่างเหมาะสม และป้องกันการกักตุนหรือฉวยโอกาสในภาวะวิกฤต:
- เร่งสำรวจข้อมูลความต้องการใช้เชื้อเพลิง: มอบหมายให้สำนักงานพลังงานจังหวัดรวบรวมข้อมูลความต้องการใช้เชื้อเพลิงของภาคเอกชน แยกตามประเภทกิจการ และจัดทำฐานข้อมูลปริมาณความต้องการใช้น้ำมันและปิโตรเลียมเหลว (LPG) พร้อมจัดลำดับความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับกิจการสำคัญ และรายงานให้กระทรวงพลังงานทราบโดยด่วน
- ติดตามสถานการณ์และป้องกันการกักตุน: บูรณาการข้อมูลร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัดและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อติดตามการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างใกล้ชิด กำกับดูแลไม่ให้มีการกักตุนหรือฉวยโอกาสจำหน่ายในลักษณะที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน
- เตรียมมาตรการรองรับในพื้นที่: ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการดำรงชีพของประชาชน
นายอรรษิษฐ์เน้นย้ำว่า เป้าหมายของการดำเนินการเหล่านี้คือการสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคเอกชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมถึงป้องกันการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน

รมว.พลังงาน ย้ำเชื้อเพลิงไม่ขาด แนะใช้ E20 และประหยัดพลังงาน
ด้านนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาย้ำว่าเชื้อเพลิงในประเทศไทยไม่ขาดแคลน สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาคือความตื่นตระหนกและการซื้อเกินความจำเป็น ทำให้การขนส่งไม่ทันกับความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นถึงสองเท่า จึงขอความร่วมมือประชาชน อย่าตื่นตระหนกและกักตุนน้ำมัน เพราะนอกจากจะเป็นอันตรายแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อระบบการกระจายน้ำมันอีกด้วย
กระทรวงพลังงานยังได้ดำเนินมาตรการจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ E20 มากขึ้น โดยปรับเพิ่มส่วนต่างราคาให้ถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 E10 ถึง 3 บาท เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบและเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตได้ในประเทศ นอกจากนี้ยังมีการปรับสเปกดีเซลจาก B5 เป็น B7 เพื่อเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม และขอความร่วมมือจากประชาชนในมาตรการประหยัดพลังงานตามมติ ครม. เช่น การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเป็น 26-27 องศาเซลเซียส การปิดไฟในช่วงพักเที่ยง และการทำงานที่บ้าน (Work From Home) หรือประชุมออนไลน์ให้มากขึ้น
สรุป: รัฐบาลเร่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน
มาตรการเข้มงวดจากปลัดกระทรวงมหาดไทยถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ร่วมกับการยืนยันจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรับมือกับสถานการณ์พลังงานโลก เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันเชื้อเพลิงจะไม่ขาดแคลน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะไม่หยุดชะงัก การร่วมมือร่วมใจกันของทุกภาคส่วน รวมถึงการใช้พลังงานอย่างประหยัดและรู้คุณค่าของประชาชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการฝ่าฟันวิกฤตการณ์นี้ไปด้วยกัน