คลายกังวลน้ำมัน! "เอกนิติ" ยืนยันสต็อกดิบไทยพอ 90 วัน ชี้ปัญหาแท้จริงคือ "การสื่อสาร" และการบริหารจัดการ
รองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ยืนยันไทยมีน้ำมันดิบสำรองใช้ได้นาน 90 วัน พร้อมชี้ปัญหาความตึงเครียดหน้าปั๊มเกิดจากการสื่อสารและการบริหารจัดการ ไม่ใช่การขาดแคลน เร่งแก้วิกฤต
ท่ามกลางความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมันหน้าปั๊มที่ดูเหมือนจะตึงตัวขึ้น หลังมาตรการตรึงราคาพลังงานครบกำหนด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้ออกมาให้ความมั่นใจอย่างหนักแน่นว่า ประเทศไทยมีน้ำมันดิบเพียงพอสำหรับการใช้งานถึง 90 วันอย่างแน่นอน ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่การขาดแคลนน้ำมันดิบ แต่เป็นเรื่องของ “การสื่อสาร” และ “การบริหารจัดการ” ที่ต้องปรับปรุงแก้ไขโดยด่วน

ในการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่มีนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน นายเอกนิติ ได้เปรียบเทียบสถานการณ์น้ำมันเหมือน "ตู้ ATM ที่เงินจะหมด" แต่ความจริงแล้วยังมีเงินอยู่อีกมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความรู้สึกของประชาชนที่คิดว่าน้ำมันกำลังจะหมดนั้น ไม่ได้มาจากปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่ไม่พอใช้ แต่เกิดจากความไม่มั่นใจที่หน้าปั๊ม ทั้งนี้ ผู้ค้ารายใหญ่ รวมถึงปั๊ม PTT และบางจาก ต่างก็ยืนยันตรงกันว่าสต็อกน้ำมันยังเหลืออีกเป็นจำนวนมาก
ต้นตอของปัญหา: การแย่งเติมของภาคอุตสาหกรรม และช่องว่างราคา
สิ่งที่ทำให้ความต้องการน้ำมันหน้าปั๊มเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมของ ภาคอุตสาหกรรม ที่ปกติไม่ได้เติมน้ำมันจากสถานีบริการโดยตรง แต่หันมาเติมที่หน้าปั๊มแทน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้มีสาเหตุสำคัญมาจากการที่รัฐบาลกำหนด ราคาน้ำมันหน้าปั๊มถูกกว่าราคาขายส่งของผู้ค้าส่ง (Jobber) ถึงลิตรละ 11 บาท ทำให้ผู้ประกอบการที่มีรถบรรทุกจำนวนมากเลือกที่จะนำรถมาเข้าคิวเติมน้ำมันที่สถานีบริการเพื่อประหยัดต้นทุน ส่งผลให้เกิดความตึงตัวและภาพที่ประชาชนรู้สึกว่าน้ำมันขาดแคลน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ได้สะท้อนปัญหานี้ในการประชุม พร้อมเสนอแนวคิดให้บริษัทผู้ขายตรงพิจารณาประกาศให้ผู้ซื้อผ่านผู้ค้าส่ง สามารถซื้อน้ำมันได้ตามปกติและให้เจรจาเรื่องราคากันเอง เพื่อลดความแออัดที่หน้าปั๊มและแยกการใช้งานระหว่างภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรมออกจากกัน
แนวทางแก้ไขเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องดำเนินการ
นายเอกนิติ ได้สรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่:
- 1. การสื่อสารกับประชาชน: ต้องสร้างความมั่นใจให้ประชาชนรับรู้ว่าน้ำมันมีเพียงพอที่หน้าปั๊ม โดยมีผู้ค้าน้ำมันมายืนยันแล้ว
- 2. การบริหารจัดการขนส่งและโลจิสติกส์: กระทรวงพลังงานต้องเข้ามาดูแลและบริหารจัดการการขนส่งน้ำมันให้มีประสิทธิภาพ มีรายละเอียดว่าจุดไหนที่กำลังจะขาดเพื่อเติมให้ทันท่วงที เหมือนกับการนำเงินไปเติมตู้ ATM ที่กำลังจะหมด
- 3. การจัดการความต้องการจากภาคอุตสาหกรรม: หาทางบริหารจัดการไม่ให้ภาคอุตสาหกรรมมาแย่งน้ำมันกับภาคประชาชน เพื่อลดความตึงตัวที่หน้าปั๊ม และต้องพิจารณาเรื่องราคาขายส่งให้เหมาะสม
โดยสรุปคือ แม้สถานการณ์หน้าปั๊มจะดูตึงตัว แต่ประเทศไทยยังคงมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่เพียงพอต่อการใช้งานในระยะยาว สิ่งสำคัญคือภาครัฐต้องเร่งสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน และปรับปรุงการบริหารจัดการด้านการขนส่ง รวมถึงแก้ปัญหาช่องว่างด้านราคาที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมเข้ามาใช้บริการหน้าปั๊ม เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติและประชาชนคลายความกังวลโดยเร็วที่สุด