Gen Z: เผชิญวิกฤตตลาดงาน AI และทัศนคติที่โลกไม่เข้าใจ
สำรวจความท้าทายของ Gen Z ในตลาดงานที่ AI เข้ามาเปลี่ยนเกม ทั้งปัญหาการจ้างงาน ทัศนคติ และวิธีปรับตัวเพื่อความสำเร็จในโลกยุคใหม่
คนรุ่น Gen Z ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มที่เข้าถึงข้อมูลและโอกาสมากที่สุดในประวัติศาสตร์ กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ในตลาดแรงงานยุคใหม่ ตั้งแต่การแข่งขันที่ดุเดือดจากการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปจนถึงความคาดหวังที่ไม่ตรงกันระหว่างนายจ้างและพนักงาน บทความนี้จะเจาะลึกถึงสถานการณ์ที่ Gen Z กำลังประสบพบเจอ และสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
AI ตัวแปรสำคัญที่เปลี่ยนโฉมตลาดงาน
การเข้ามาของ AI กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น (Entry-level) ซึ่งเคยเป็นบันไดขั้นแรกสำหรับบัณฑิตจบใหม่ ซีอีโอของ ServiceNow อย่าง Bill McDermott ถึงกับคาดการณ์ว่าอัตราการว่างงานของเด็กจบใหม่อาจพุ่งสูงถึง 30% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เนื่องจากงานจำนวนมากจะถูกดำเนินการโดย AI Agent บริษัทใหญ่หลายแห่ง เช่น Block, Atlassian, Palantir และ Amazon ก็เริ่มลดจำนวนพนักงานหรือชะลอการจ้างงาน โดยอาศัย AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน

สถานการณ์นี้ทำให้การหางานของ Gen Z เป็นเรื่องยากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ตำแหน่งฝึกงานลดลงกว่า 15% ในช่วงปี 2023-2025 ในขณะที่จำนวนผู้สมัครต่องานกลับเพิ่มขึ้นสองเท่า รายงานระบุว่ามีบัณฑิตปี 2025 เพียง 30% เท่านั้นที่หางานเต็มเวลาในสาขาที่เรียนได้สำเร็จ นอกจากนี้ ระบบคัดกรองใบสมัครด้วย AI (ATS) ที่เน้นคำหลักเฉพาะเจาะจง ยังทำให้ผู้สมัครต้องปรับแต่งเรซูเม่ให้ตรงกับแต่ละตำแหน่งงานอย่างละเอียด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปฏิเสธโดยอัตโนมัติ และที่น่าตกใจคือมี "งานผี" (Ghost Jobs) หรือตำแหน่งงานที่ประกาศไว้แต่ไม่มีการจ้างงานจริงสูงถึง 30% ในปี 2025 ซึ่งเป็นการเสียเวลาของผู้หางานจำนวนมาก
ทัศนคติการทำงาน: ช่องว่างที่นำไปสู่การเลิกจ้าง
นอกเหนือจากปัจจัยภายนอกอย่าง AI แล้ว Gen Z ยังต้องเผชิญกับปัญหาจากมุมมองของนายจ้าง ผลสำรวจจาก Intelligent.com พบว่านายจ้างกว่า 6 ใน 10 รายในสหรัฐฯ เคยเลิกจ้างพนักงาน Gen Z ที่เพิ่งจบใหม่ภายในไม่กี่เดือนหลังรับเข้าทำงาน และ 1 ใน 6 ของผู้บริหารเริ่มลังเลที่จะรับเด็กจบใหม่ ขณะที่ 1 ใน 7 อาจหลีกเลี่ยงการจ้างงานกลุ่มนี้ทั้งหมดในปีหน้า

เหตุผลหลักที่นำไปสู่การเลิกจ้างไม่ได้มาจากความสามารถทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องของพฤติกรรมและทัศนคติในการทำงาน ผู้บริหารกว่า 50% ชี้ว่าปัญหาใหญ่ที่สุดคือการขาดแรงจูงใจและความกระตือรือร้น นอกจากนี้ยังมีการร้องเรียนเรื่องความไม่เป็นมืออาชีพ การบริหารเวลาที่ไม่ดี การสื่อสารที่ไม่ชัดเจน การมาสาย และการแต่งกายที่ไม่เหมาะสม หลายคนมองว่า Gen Z "ยังไม่พร้อมสำหรับโลกการทำงานจริง"
Gen Z "ถอดใจ" หรือปรับตัว?
จากสถานการณ์ที่บีบคั้นนี้ ทำให้คนรุ่นใหม่หลายคนกำลังเผชิญกับสภาวะ "ถอดใจ" จากวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นการทำงานประจำ การแต่งงาน หรือการซื้อบ้าน ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ความขี้เกียจ แต่คือการปรับตัวต่อความจริงที่เจ็บปวด เมื่อรางวัลของการทำงานหนักอย่างการเป็นเจ้าของบ้านเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แนวคิดทางการเงินจึงเปลี่ยนจากการ "ออมเพื่ออนาคต" เป็นการ "ใช้เพื่อปัจจุบัน" การอาศัยอยู่กับพ่อแม่นานขึ้น การชะลอการแต่งงาน และการเลือกเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบกิ๊ก (Gig Economy) จึงเป็นทั้ง "การปรับตัวที่สมเหตุสมผล" และการแสดงออกถึงลัทธิทำลายล้างตัวเอง (Nihilism) ในคราวเดียวกัน
โอกาสและการปรับตัวสำหรับ Gen Z
แม้ตลาดแรงงานจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ก็ยังมีทางออกและโอกาสสำหรับ Gen Z ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เตรียมตัวอย่างมีกลยุทธ์ องค์กรต่างๆ กำลังมองหาผู้สมัครที่สามารถผสานการใช้ AI เข้ากับทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ของตนเองได้ Gen Z ควรฝึกฝนการใช้งาน AI เพื่อเสริมการทำงาน (Augment) ไม่ใช่แค่ให้ AI ทำงานแทน (Automate) เหมือนกับการเรียนรู้ Excel หรือ Python นอกจากนี้ การสร้างเครือข่าย (Networking) และการเข้าร่วมองค์กรนักศึกษาเชิงวิชาชีพก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
ในขณะที่ AI กำลังเข้ามาแทนที่งานบางประเภท ก็ยังคงมีอุตสาหกรรมที่เติบโตจากการประยุกต์ใช้ AI เช่น สุขภาพและชีววิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และบริการทางการเงิน รวมถึงสตาร์ทอัพและการพัฒนาแอปพลิเคชัน ดังนั้น การทำความเข้าใจและพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องกับ AI จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ Gen Z จะใช้ในการสร้างความได้เปรียบในตลาดงานแห่งอนาคต