ราคาน้ำมันโลกเดือด: วิกฤตตะวันออกกลางจุดชนวน ปรับขึ้นถ้วนหน้า ไทย-ชิลี รับผลกระทบหนัก
เจาะลึกสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนจากความตึงเครียดตะวันออกกลาง พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบต่อไทยและชิลี และแนวทางรับมือ
สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกยังคงผันผวนและสร้างความกังวลให้กับเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพบว่าหลายประเทศต้องเผชิญกับการปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีชนวนหลักมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนระอุ บทความนี้จะเจาะลึกถึงสาเหตุและผลกระทบที่เกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงมาตรการรับมือในประเทศไทยและชิลี
ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง: ต้นตอราคาน้ำมันพุ่ง
ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนราคาน้ำมันโลกให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ล่าสุด “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้ยื่นข้อเสนอ 15 ข้อเพื่อแลกกับสันติภาพ ซึ่งรวมถึงการยุติโครงการนิวเคลียร์และจำกัดขีปนาวุธ เพื่อแลกกับการยกเลิกการคว่ำบาตรและให้ความช่วยเหลือด้านนิวเคลียร์พลเรือน
ทว่า อิหร่านกลับปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงดังกล่าว โดยระบุว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและแสดงท่าทีพร้อมเดินหน้าทำสงครามต่อ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด สหรัฐฯ ได้ส่งกำลังทหารพลร่มกว่า 1,000 นายเข้าเสริมในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ก็ได้ออกมาแสดงความพร้อมรบอย่างเต็มที่ เพื่อตอบโต้กระแสข่าวการเตรียมเข้ายึดเกาะคาร์กของอิหร่านโดยทหารสหรัฐฯ

นักวิเคราะห์ต่างเตือนถึงความเสี่ยงที่การปะทะอาจขยายวงกว้าง ซึ่งส่งผลให้ตลาดพลังงานตอบสนองด้วยความผันผวนที่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง เกิดความกังวลอย่างมากต่ออุปทานน้ำมันโลก เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญ
ผลกระทบถึงราคาน้ำมันในประเทศไทย
ด้วยสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) จึงมีมติเห็นชอบให้ปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 6 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นหลังจากราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง จาก 198.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็น 242.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในเวลาไม่กี่วัน
การปรับราคาครั้งนี้จำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงประมาณวันละ 2,592 ล้านบาท เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาในระยะยาว นอกจากนี้ยังเพื่อสร้างสมดุลราคากับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียที่ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลไปแล้ว เพื่อลดปัญหาการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศและการกักตุน
แม้จะมีการปรับขึ้นราคา รัฐบาลไทยได้เตรียมมาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับกลุ่มเปราะบาง ภาคการขนส่ง และเกษตรกร พร้อมขอความร่วมมือประชาชนให้เข้าใจสถานการณ์และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานอย่างประหยัดและรู้คุณค่า
ชิลีก็ไม่รอด: รัฐบาลแบกรับไม่ไหว
สถานการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น "ชิลี" ก็เป็นอีกประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันโลก รัฐบาลชิลีประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงครั้งใหญ่ โดยดีเซลพุ่งขึ้นถึง 54% ส่วนน้ำมันเบนซินออกเทน 93 ปรับขึ้นประมาณ 44% และเบนซินออกเทน 97 ปรับขึ้น 41% มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2569 เช่นกัน
รัฐมนตรีคลังชิลีเปิดเผยว่า รัฐบาลไม่สามารถแบกรับภาระงบประมาณในการตรึงราคาน้ำมันผ่านระบบ MEPCO ได้อีกต่อไป เนื่องจากต้องใช้งบประมาณถึง 140 ล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์ เพื่อพยุงราคา ชิลีเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซเกือบทั้งหมด จึงได้รับผลกระทบอย่างมากจากราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้น
รัฐบาลชิลีได้ออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเพื่อลดผลกระทบ เช่น เงินอุดหนุนคนขับแท็กซี่ การตรึงค่าโดยสารรถโดยสาร และการลดราคาน้ำมันก๊าดสำหรับครัวเรือนรายได้น้อย พร้อมเตรียมระงับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการซื้อน้ำมันของภาคอุตสาหกรรมชั่วคราว เพื่อนำเงินมาสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือเหล่านี้
สรุป
วิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ส่งผลสะเทือนถึงราคาน้ำมันโลกอย่างรุนแรง ทำให้หลายประเทศต้องเผชิญกับภาระที่หนักอึ้งและจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินและพลังงาน แม้แต่ละประเทศจะมีมาตรการบรรเทาผลกระทบ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกคนต้องร่วมมือกันใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและตระหนักถึงสถานการณ์โลกที่ผันผวน เพื่อที่เราจะสามารถผ่านพ้นความท้าทายนี้ไปด้วยกัน