ทองวันนี้พุ่งทะยานครั้งใหญ่: ไขปริศนาปัจจัยขับเคลื่อนและกลยุทธ์ลงทุนในยุคแห่งความผันผวน
ติดตามราคาทองวันนี้ที่พุ่งทะยานครั้งใหญ่ พร้อมวิเคราะห์สาเหตุหลักจากความตึงเครียดทั่วโลก และคำแนะนำสำหรับนักลงทุนทองคำในสถานการณ์ปัจจุบัน
สวัสดีครับนักลงทุนและผู้ที่สนใจทองคำทุกท่าน! หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์ราคาทองคำอย่างใกล้ชิด คุณคงสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าตกใจในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ราคาทองคำในตลาดโลกและในประเทศไทยได้พุ่งทะยานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สร้างความฮือฮาและคำถามมากมายว่าเกิดอะไรขึ้น และเราควรจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกแง่มุมของ "ทองวันนี้" วิเคราะห์ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาทองคำ พร้อมสรุปมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ และแนะนำกลยุทธ์การลงทุนในภาวะที่ตลาดผันผวนเช่นนี้

ทองวันนี้: ราคาพุ่งแรงทะลุทุกความคาดหมาย
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ตลาดทองคำทั่วโลกได้แสดงให้เห็นถึงความร้อนแรงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ สมาคมค้าทองคำได้ประกาศปรับขึ้นราคาทองคำถึง 1,450 บาทต่อบาททองคำ จากราคาปิดตลาดเมื่อวานนี้ ถือเป็นการปรับขึ้นที่รุนแรงและสร้างความตกใจให้กับนักลงทุนเป็นอย่างมาก
ราคาทองคำในประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ. 2569)
- ทองคำแท่ง:
- รับซื้อคืน: 77,400.00 บาท/บาททองคำ
- ขายออก: 77,600.00 บาท/บาททองคำ
- ทองรูปพรรณ:
- รับซื้อคืน: 75,845.48 บาท/บาททองคำ
- ขายออก: 78,400.00 บาท/บาททองคำ
- ราคาทองรูปพรรณพร้อมค่ากำเหน็จ (โดยประมาณ):
- ทองครึ่งสลึง: 10,500 บาท
- ทอง 1 สลึง: 20,200 บาท
- ทอง 2 สลึง: 39,600 บาท
- ทอง 2 บาท: 156,800 บาท
- ทอง 5 บาท: 392,000 บาท
การปรับขึ้นอย่างก้าวกระโดดนี้ทำให้ราคาทองคำในประเทศ ทะลุระดับ 77,000 บาท/บาททองคำ ไปอย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงภาวะตลาดที่ไม่ธรรมดา
ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot)
สำหรับตลาดโลก ราคาทองคำสปอต (Gold Spot) ก็ไม่ได้น้อยหน้า โดยข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า Gold Spot อยู่ที่ 5,280.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งปรับตัวขึ้นถึง 0.8% และแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 1 เดือนนับตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม โดยรวมแล้ว ราคาทองคำตลาดโลกมีการปรับตัวขึ้นแล้วถึง 7.6% ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ และมีแนวโน้มที่จะปิดบวกติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 สะท้อนถึงแรงซื้อที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง
เมื่อย้อนกลับไปเพียงหนึ่งวันก่อนหน้า (27 ก.พ. 2569) ราคาทองโลกยังมีกรอบสูงสุด-ต่ำสุดอยู่ที่ 5,199 - 5,166 ดอลลาร์ แสดงให้เห็นถึงการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในชั่วข้ามคืน ที่เหนือกว่าแนวต้านที่นักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินไว้
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนราคาทองคำให้พุ่งทะยาน
คำถามที่ตามมาคืออะไรคือสาเหตุที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงเช่นนี้? ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ต่างชี้ไปที่ปัจจัยสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้ง
1. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น
นี่คือปัจจัยหลักที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกมองว่าเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Asset) อย่างทองคำอย่างมหาศาล
- การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน: แม้จะมีการเจรจานิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเมื่อวันที่ 26-27 กุมภาพันธ์ ที่โอมานเป็นคนกลาง และมีการรายงานว่ามีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในช่วงแรก เปิดประตูสู่แนวทางการทูต แต่ทว่า การหารือที่กินเวลานานหลายชั่วโมงยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อหลีกเลี่ยงความเป็นไปได้ของการโจมตีจากสหรัฐฯ ได้ ซ้ำร้าย แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับจุดยืนของสหรัฐฯ บางส่วนยังระบุว่าเจ้าหน้าที่อเมริกันบางรายได้ออกจากการเจรจาด้วยความผิดหวังในความคืบหน้า สิ่งนี้ส่งผลให้ตลาดเกิดความกังวลอย่างมากว่าความตึงเครียดระหว่างสองประเทศเกี่ยวกับกิจกรรมทางนิวเคลียร์ของอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป และมีความเสี่ยงที่จะมีการตอบโต้กันไปมา
- การเสริมกำลังทหารสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง: ประธานาธิบดีทรัมป์ได้สั่งการเสริมกำลังทหารสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางนับตั้งแต่ปี 2003 ซึ่งยิ่งตอกย้ำถึงความตึงเครียดที่ยังคงคุกรุ่นและมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดปฏิบัติการทางทหารในช่วงสุดสัปดาห์ ส่งผลให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและหันมาถือทองคำเป็นหลักประกัน
- คำเตือนด้านความปลอดภัยในอิสราเอล: ในขณะเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงเยรูซาเล็มได้อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจฉุกเฉินและครอบครัวเดินทางออกจากอิสราเอล โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัย การเคลื่อนไหวนี้ยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลให้กับตลาดโลกเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
- การเจรจาระหว่างยูเครนและสหรัฐฯ: แม้การเจรจาทวิภาคีระหว่างยูเครนและสหรัฐฯ ที่นครเจนีวาจะสิ้นสุดลงโดยมุ่งเน้นประเด็นเศรษฐกิจและการฟื้นฟูประเทศ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าแนวโน้มการเจรจาสันติภาพกำลังมีความคืบหน้า แต่ปัจจัยบวกนี้ก็ยังไม่สามารถหักล้างความกังวลจากสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านได้
Phillip Streible หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Blue Line Futures ได้กล่าวเน้นย้ำว่า "ตลาดมีความกังวลสูงเกี่ยวกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดปฏิบัติการทางทหารในช่วงสุดสัปดาห์ ส่งผลให้นักลงทุนลดความเสี่ยงและเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย" คำกล่าวนี้สะท้อนถึงอารมณ์ของตลาดได้อย่างชัดเจน
2. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อ่อนตัวลง
อีกหนึ่งปัจจัยที่หนุนราคาทองคำคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน เมื่ออัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยลดลง ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนดอกเบี้ยก็จะมีความน่าสนใจมากขึ้นในสายตานักลงทุน เพราะต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ในการถือครองทองคำลดลงนั่นเอง
3. ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (DXY) ทรงตัว
ในขณะที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงทรงตัวอยู่ที่ระดับ 97.63 หน่วย ไม่ได้มีการแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งทำให้ราคาทองคำในรูปเงินดอลลาร์ไม่ได้รับแรงกดดัน และสามารถปรับตัวขึ้นได้ตามแรงหนุนจากปัจจัยอื่น ๆ

มุมมองและกลยุทธ์การลงทุนทองคำ
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทองคำยังคงบทบาทสำคัญในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อใดก็ตามที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองหรือเศรษฐกิจโลกสูงขึ้น ทองคำมักจะเป็นที่พึ่งของนักลงทุนเสมอ
บทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ
ก่อนที่ราคาทองโลกจะพุ่งทะลุ 5,200 ดอลลาร์อย่างรวดเร็ว ทาง Hua Seng Heng ได้วิเคราะห์แนวโน้มไว้เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2569 ว่า ราคาทองโลกอยู่ในช่วง Sideway Up และสามารถฟื้นตัวขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 5,200 ดอลลาร์ และมีการพักตัวลง โดยประเมินว่าทองโลกมีแนวโน้มปรับตัวลงทดสอบแนวรับบริเวณ 5,150 ดอลลาร์ และอาจมีการฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งในภายหลัง แต่หากทองโลกหลุดแนวรับที่ 5,130 ดอลลาร์ ทองโลกอาจมีการปรับฐานลงอีกครั้ง
แนวรับและแนวต้านที่น่าสนใจจากมุมมองเมื่อวันที่ 27 ก.พ.:
- ราคาทองตลาดโลก:
- แนวรับ: 5,150 และ 5,130 ดอลลาร์
- แนวต้าน: 5,200 และ 5,220 ดอลลาร์
- ราคาทองคำแท่ง 96.5% (ในประเทศ):
- แนวรับ: 75,950 บาท
อย่างไรก็ตาม การที่ราคาทองคำในวันที่ 28 ก.พ. พุ่งขึ้นไปถึง 5,280.50 ดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่าแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์นั้นมีพลังมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเบื้องต้น และได้ทะลุแนวต้านที่เคยประเมินไว้ไปแล้ว
กลยุทธ์สำหรับนักลงทุน
ในภาวะที่ตลาดผันผวนและราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้ นักลงทุนควรพิจารณากลยุทธ์อย่างรอบคอบ:
- สำหรับผู้ที่ถือครองทองคำอยู่แล้ว:
- พิจารณาทำกำไรบางส่วน: หากคุณได้เข้าซื้อทองคำไว้ในราคาที่ต่ำกว่า การที่ราคาทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้เป็นโอกาสอันดีในการพิจารณาทำกำไรบางส่วน เพื่อลดความเสี่ยงหากราคาเกิดการปรับฐาน
- จับตาดูข่าวสารอย่างใกล้ชิด: สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ทันท่วงที
- สำหรับผู้ที่สนใจเข้าลงทุนใหม่:
- รอจังหวะย่อตัว: แม้ทองคำจะมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นจากปัจจัยความกังวล แต่การเข้าซื้อในช่วงที่ราคาพุ่งสูงมากอาจมีความเสี่ยง การรอให้ราคาเกิดการย่อตัวลงมาทดสอบแนวรับอาจเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยกว่า ดังที่ Hua Seng Heng เคยแนะนำให้ "ทยอยซื้อสะสมหากราคาลงมาทดสอบแนวรับ"
- ตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss): การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดผันผวน หากราคาหลุดแนวรับสำคัญ (เช่น 5,130 ดอลลาร์ หรือระดับอื่นที่คุณกำหนดไว้) การขายตัดขาดทุนเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันการขาดทุนที่รุนแรงขึ้น
- กระจายความเสี่ยง: ไม่ควรทุ่มเงินลงทุนทั้งหมดไปที่ทองคำเพียงอย่างเดียว การกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์อื่น ๆ ยังคงเป็นหลักการสำคัญของการลงทุนที่ดี
- ทำความเข้าใจประเภทของทองคำ:
- ทองคำแท่ง: เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว และผู้ที่ไม่ต้องการความยุ่งยากในการดูแลรักษามากนัก
- ทองรูปพรรณ: มีค่ากำเหน็จและค่าแรงเพิ่มเติม ทำให้ไม่เหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้นเท่าทองคำแท่ง แต่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทั้งการลงทุนและการใช้งาน
- กองทุนทองคำ/สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures): เป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำโดยไม่ต้องถือครองทองคำจริง และสามารถใช้กลยุทธ์การลงทุนที่ซับซ้อนขึ้นได้
สิ่งที่คุณควรจับตาในคืนนี้และสัปดาห์หน้า
ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่นักลงทุนควรจับตาคือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่จะมีการเปิดเผยในคืนนี้ (28 ก.พ. 2569 เวลา 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย) คือ ดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน (Core PPI) และดัชนีราคาผู้ผลิตทั่วไป (PPI) เดือนมกราคม ทั้งแบบเทียบรายเดือนและรายปีของสหรัฐฯ ตัวเลขเหล่านี้จะสะท้อนถึงภาวะเงินเฟ้อในระดับผู้ผลิต ซึ่งอาจส่งผลต่อการคาดการณ์นโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และมีผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์และราคาทองคำได้ในที่สุด
นอกจากนี้ การติดตามความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านในสัปดาห์หน้า และการตอบสนองของตลาดต่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงไป ยังคงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
บทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
ทองคำได้พิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็น "สินทรัพย์ปลอดภัย" ที่แท้จริง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โลกเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งวิกฤตการณ์ต่างๆ
- เป็นแหล่งเก็บรักษามูลค่า: ในช่วงที่ค่าเงินอ่อนตัวหรือเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ทองคำมักรักษามูลค่าของตัวเองได้ดีกว่าสกุลเงิน
- เป็นอิสระจากระบบการเงิน: ทองคำไม่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับนโยบายของรัฐบาลหรือธนาคารกลาง ทำให้เป็นทางเลือกที่มั่นคงกว่าเมื่อระบบการเงินอยู่ในภาวะเปราะบาง
- เป็นที่ต้องการในระดับโลก: ทองคำได้รับการยอมรับในระดับสากล ทำให้ง่ายต่อการแลกเปลี่ยนและมีสภาพคล่องสูง
- ป้องกันความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์: ดังที่เห็นได้จากสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อความตึงเครียดทางการเมืองเพิ่มขึ้น นักลงทุนจะหันเข้าหาสินทรัพย์ที่คาดว่าจะรักษามูลค่าได้ดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม แม้ทองคำจะมีคุณสมบัติเหล่านี้ การลงทุนในทองคำก็ยังคงมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาและปัจจัยภายนอกต่างๆ ดังนั้น การศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจตลาดจึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด
สรุป
ทองวันนี้ ได้สร้างสถิติและปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่งในตลาดการลงทุน การพุ่งทะยานของราคาทองคำทั้งในประเทศและตลาดโลกเป็นผลมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรง ควบคู่ไปกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อ่อนตัวลง
สำหรับนักลงทุน การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และการวางกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสม ทั้งการรอจังหวะเข้าซื้อ การตั้งจุดตัดขาดทุน และการกระจายความเสี่ยง จะเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับตลาดทองคำที่เต็มไปด้วยความผันผวนนี้
อย่าลืมว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ