ครม.เร่งมาตรการรับมือวิกฤตพลังงาน: WFH ข้าราชการ งดเดินทางต่างประเทศ ประหยัดภาครัฐ
ครม.เร่งออกมาตรการ WFH ข้าราชการ, งดเดินทางต่างประเทศ, พร้อมรณรงค์ประหยัดพลังงานทั่วประเทศ รับมือวิกฤตพลังงานโลก เสริมความมั่นคงของชาติ
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยได้ออกมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุด ได้มีมติเห็นชอบมาตรการสำคัญหลายประการ ซึ่งรวมถึงการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจใช้มาตรการ Work From Home (WFH) เต็มรูปแบบ และงดการเดินทางไปต่างประเทศที่ไม่จำเป็น เพื่อลดการใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายภาครัฐอย่างเร่งด่วน
WFH และมาตรการประหยัดพลังงานในหน่วยงานราชการ
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ครม. มีมติให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจใช้มาตรการ Work From Home (WFH) เต็มรูปแบบทันที สำหรับงานที่ไม่กระทบกับการให้บริการประชาชน โดยมีข้อยกเว้นสำหรับหน่วยงานที่ต้องให้บริการหน้างาน มาตรการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อลดการใช้พลังงานและเป็นตัวอย่างให้กับภาคส่วนอื่น ๆ
นอกจากนี้ ยังมีการกำชับให้ปฏิบัติตามมาตรการประหยัดพลังงานอื่น ๆ อย่างเคร่งครัด ดังนี้:
- ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 26 - 27 องศาเซลเซียส
- ส่งเสริมการแต่งกายด้วยเสื้อแขนสั้น งดการสวมสูทผูกไท ยกเว้นมีงานพิธีการ
- ลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น ปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น
- ใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน
- ลดการใช้ลิฟต์ในระยะใกล้ และส่งเสริมการใช้บันไดแทน
- ลดการใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสาร หันมาใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น
- ส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์แทนการเดินทาง
มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ แต่ยังเป็นแบบอย่างที่ดีในการร่วมกันประหยัดพลังงานอีกด้วย

งดเดินทางต่างประเทศ และบทบาทของกระทรวงดีอีในการสนับสนุน WFH
อีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่ ครม. มีมติเห็นชอบคือการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ งดการเดินทางไปต่างประเทศ ในช่วงเวลานี้ หากไม่มีการประชุมที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางเพื่อศึกษาดูงาน หรืออบรม สัมมนาต่างประเทศ ซึ่งให้ดำเนินการในประเทศไทยแทน เพื่อลดค่าใช้จ่ายและลดการใช้พลังงานจากการเดินทาง
ในส่วนของการสนับสนุนการทำงานแบบ WFH กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้แสดงความพร้อมอย่างเต็มที่ในการส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐใช้ระบบบริหารจัดการสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) ซึ่งช่วยให้การทำงานนอกสถานที่ยังคงดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ไม่กระทบต่อการปฏิบัติภารกิจและบริการประชาชน นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ระบุว่า ระบบ e-Office มีจุดเด่นหลายประการ เช่น การจัดการงานสารบรรณ การตรวจสอบเอกสาร การลงนามดิจิทัล การจัดประชุมออนไลน์ และการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานราชการจำนวนมากได้นำระบบนี้ไปใช้งานแล้ว และกระทรวงดีอียังพร้อมสนับสนุนหน่วยงานที่ต้องการปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย

มาตรการรณรงค์และแนวทางรับมือในอนาคต
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า สถานการณ์พลังงานในตะวันออกกลางเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลก ทำให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน โดยกระทรวงพลังงานได้จัดตั้งศูนย์ Energy ICS เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับหากเกิดผลกระทบในการจัดหาพลังงานของประเทศ
นอกจากมาตรการในภาครัฐแล้ว ครม. ยังมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ร่วมกับสื่อต่าง ๆ รณรงค์การประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วนทั่วประเทศ และหากสถานการณ์วิกฤตรุนแรงขึ้น อาจมีการพิจารณามาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่น กำหนดเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกิน 22.00 น. (ยกเว้นบนทางหลวงหลัก) และจำกัดการใช้ไฟฟ้าป้ายโฆษณา ป้ายชื่อร้านค้าหลัง 22.00 น. การลดการใช้น้ำมันและไฟฟ้าเพียง 5% จะช่วยประหยัดได้มหาศาล ซึ่งมาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่าย และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของชาติในระยะยาว
ร่วมมือประหยัดพลังงาน เพื่อความมั่นคงของชาติ
การปรับตัวของภาครัฐด้วยมาตรการ WFH และการงดเดินทางต่างประเทศที่ไม่จำเป็น ถือเป็นก้าวสำคัญในการรับมือกับความท้าทายด้านพลังงานระดับโลก ไม่เพียงแต่เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายและประหยัดพลังงานโดยตรงเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างแบบอย่างและกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนของสังคมตระหนักถึงความสำคัญของการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าและมีประสิทธิภาพ การร่วมมือกันของทุกฝ่ายจะช่วยให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้อย่างยั่งยืน