ครม. สั่งข้าราชการ WFH เต็มรูปแบบ! รับมือวิกฤตพลังงานโลก
รัฐบาลเดินหน้ามาตรการประหยัดพลังงานเร่งด่วน! ครม. มีมติให้ข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ WFH พร้อมลดใช้ไฟฟ้า งดเดินทางต่างประเทศ สู้ราคาน้ำมันผันผวน
จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกผันผวนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการเร่งด่วนในการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะการให้ข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ ทำงานที่บ้าน (Work From Home) หรือ WFH เต็มรูปแบบ รวมถึงมาตรการลดการใช้พลังงานอื่น ๆ ที่ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อเป็นต้นแบบและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของชาติในระยะยาว
มาตรการเร่งด่วนจาก ครม.: WFH สำหรับข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. ได้มีมติเห็นชอบให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเริ่มดำเนินมาตรการ Work From Home (WFH) ทันที โดยจะบังคับใช้ในส่วนงานที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อให้การดำเนินงานของภาครัฐยังคงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีข้อสั่งการให้ข้าราชการ งดการเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อศึกษาดูงาน อบรม หรือกิจกรรมที่ไม่จำเป็น โดยให้พิจารณาจัดกิจกรรมเหล่านั้นในประเทศแทน หากมีการประชุมที่สำคัญและจำเป็นจริง ๆ จึงจะพิจารณาเป็นกรณีไป มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานจากการเดินทางและลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ระหว่างประเทศ
เหตุผลเบื้องหลัง: วิกฤตพลังงานโลกจากตะวันออกกลาง
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ และ น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา ได้กล่าวเน้นย้ำถึงสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก การสู้รบที่เกิดขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มผันผวนอย่างต่อเนื่องและรุนแรงขึ้น
ประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยสูงถึง 124 ล้านลิตรต่อวัน และยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง ดังนั้น การเตรียมความพร้อมและมาตรการรับมือจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ Energy ICS โดยกระทรวงพลังงาน เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมมาตรการรองรับหากเกิดผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานของประเทศ
มาตรการประหยัดพลังงานที่ครอบคลุมในภาครัฐ
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในสำนักงาน
- ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ: ตั้งไว้ที่ 26-27 องศาเซลเซียส เพื่อลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น
- การแต่งกาย: ส่งเสริมการใส่เสื้อแขนสั้น งดการใส่สูทผูกไท ยกเว้นในงานพิธีการ เพื่อให้รู้สึกสบายและลดความจำเป็นในการเปิดเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิต่ำ
- ลดการใช้ไฟฟ้าในอาคาร: ปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นเมื่อไม่ใช้งาน ใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อเลิกใช้งาน
- ใช้บันไดแทนลิฟต์: ส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้ เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าและส่งเสริมสุขภาพ
- ลดการใช้กระดาษ: ส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร และการประชุมผ่านระบบออนไลน์
ลดการเดินทาง ลดการใช้เชื้อเพลิง
นอกจากการงดเดินทางไปต่างประเทศแล้ว ภาครัฐยังรณรงค์ให้ประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงผ่านหลากหลายวิธี เช่น:
- ตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ
- ขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม
- ส่งเสริมการใช้รถร่วมกัน (Car Pool)
- วางแผนการเดินทางเพื่อลดระยะทางและเวลา

รัฐบาลยังมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ ประสานความร่วมมือกับสื่อต่าง ๆ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อรณรงค์การประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงอาจพิจารณามาตรการภาคบังคับ เช่น การกำหนดเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง หรือการหลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าในการโฆษณาป้ายสินค้าหลัง 22.00 น. หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น
เป้าหมายและความคาดหวัง
มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ และสร้างต้นแบบการประหยัดพลังงานให้กับภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคม โดยคาดการณ์ว่า หากสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณร้อยละ 5 จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 3.3 แสนลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน และหากลดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 5 จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน
การปรับตัวและร่วมมือกันในทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรับมือกับวิกฤตพลังงานที่ท้าทายนี้ การที่ ครม. ให้ข้าราชการ WFH และดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง ถือเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการจัดการสถานการณ์ และเป็นสัญญาณเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนของสังคมร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหานี้ไปด้วยกัน เพื่ออนาคตพลังงานที่มั่นคงของประเทศไทย