กัน ขี่เจ็ทสกี: ความหวังหรือแค่ 'หาแสง' ในสถานการณ์ระดับโลก?
วิเคราะห์ประเด็นร้อน "กัน จอมพลัง" เสนอตัวใช้เจ็ทสกีช่วยลูกเรือไทยในช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ถึงความเหมาะสมและความตั้งใจที่แท้จริง.
จากเหตุการณ์เรือ "มยุรี นารี" ถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้มีลูกเรือไทย 3 รายสูญหาย “กัน จอมพลัง” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ได้สร้างกระแสฮือฮาด้วยการเสนอตัวนำเจ็ตสกีไปช่วยเหลือ ซึ่งจุดประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย ถึงความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และเบื้องหลังของข้อเสนอนี้
เสียงวิพากษ์จากทุกทิศทาง: ทำไม "กัน ขี่เจ็ทสกี" จึงไม่เหมาะสม?
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ: ความเสี่ยงที่ไม่สามารถมองข้าม
นายอนาลโย กอสกุล ที่ปรึกษา กมธ.ทหาร สภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า การที่กัน จอมพลัง จะนำเจ็ตสกีไปช่วยลูกเรือเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยชี้ให้เห็นถึงหลายประเด็นสำคัญ:
- พื้นที่สงครามรุนแรง: ช่องแคบฮอร์มุซเป็นพื้นที่ที่มีสงครามเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและใหญ่กว่าเหตุการณ์ตามชายแดนที่กัน จอมพลังเคยเข้าไปปฏิบัติงานมามากนัก ไม่ใช่เรื่องที่สามารถหยอกล้อได้
- เขตอธิปไตยโอมาน: เรือจอดอยู่ในน่านน้ำโอมาน ซึ่งเป็นเขตอธิปไตย หากไม่ได้รับอนุญาตจากโอมาน กองกำลังต่างชาติไม่ว่าติดอาวุธหรือไม่ ก็ไม่สามารถปฏิบัติงานในพื้นที่ได้ การคิดจะเข้าไปเองเป็นไปไม่ได้เลย
- อันตรายต่อพลเรือน: แม้จะเก่งกาจในการขี่เจ็ตสกีแค่ไหน แต่ในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญหน้ากับคู่กรณีที่เชี่ยวชาญยุทธวิธีเรือเล็กอย่างอิหร่าน พลเรือนที่ไม่มีการฝึกฝนทางทหารก็ไม่น่าจะเอาตัวรอดได้
- ไม่ได้รับการคุ้มครอง: ผู้ที่ขับเจ็ตสกีทุกคนเป็นพลเรือนที่เข้าไปปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่สงคราม จึงจะไม่ได้รับการคุ้มครองตามอนุสัญญาเจนีวา หากถูกอิหร่านจับได้หรือยิงทิ้งก็ไม่ถือเป็นความผิด

อนาลโยยังได้เตือนว่า การกระทำเช่นนี้ไม่ควร "หาแสง" หรือสร้างกระแสในเชิงระหว่างประเทศ เพราะอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของประเทศได้
เบื้องหลังการเสนอตัว: ไม่ใช่แค่ความโง่ แต่คือ 'ยุทธศาสตร์' การสร้างกระแส?
วิเคราะห์จาก อ.ปวิน: การลงทุนเพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่าการกู้ภัย
ในขณะที่อีกมุมมองหนึ่ง อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ได้วิเคราะห์พฤติกรรมของกัน จอมพลัง ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยชี้ว่าเขาไม่ได้โง่อย่างที่หลายคนปรามาส แต่เป็นการเคลื่อนไหวที่มีนัยยะแฝงอยู่:
- เป้าหมายไม่ใช่การกู้ภัยจริง: ในเชิงยุทธศาสตร์ ทุกคนรู้ว่าช่องแคบฮอร์มุซห่างจากไทยเป็นหมื่นกิโลเมตรและเป็นพื้นที่เปราะบางระดับโลกเต็มไปด้วยกองเรือรบและขีปนาวุธ การขับเจ็ตสกีไปที่นั่นไม่ใช่การกู้ภัย แต่เป็นการเอาชีวิตไปทิ้ง เป้าหมายที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่การลงพื้นที่จริงตั้งแต่แรก
- การสร้างคอนเทนต์และกระแส: ในเชิงธุรกิจการเมือง นี่คือความฉลาดที่เล่นกับอารมณ์คน การประกาศตัวเป็นฮีโร่ในจังหวะที่ประชาชนรู้สึกว่า "รัฐบาลไร้น้ำยา" หรือทำงานล่าช้า เป็นการสร้างคอนเทนต์ชั้นยอดที่ปั่นกระแสชาตินิยม ลดทอนความซับซ้อนของปัญหาความมั่นคงระดับโลกให้กลายเป็นเรื่องความกล้าหาญส่วนบุคคล และสร้างภาพลักษณ์ "คนไทยไม่ทิ้งกัน"
- ปลายทางคือเงินบริจาค: อ.ปวิน ชี้ว่าเมื่ออารมณ์ร่วมของมวลชนพุ่งสูงสุด ความศรัทธาก็จะตามมา และท้ายที่สุดอาจจบลงที่เงินบริจาคจำนวนมหาศาล นี่ไม่ใช่การกู้ภัยเพื่อมนุษยธรรม แต่คือการลงทุนทำคอนเทนต์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในยุคนี้ เพราะความสงสารและความรักชาติของคนไทยสามารถแปลงเป็นเม็ดเงินได้เสมอ

"กัน จอมพลัง" ชี้แจง: เจ็ทสกีคือทางออกที่พิสูจน์แล้ว
ด้านกัน จอมพลัง เองก็ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กเพื่อชี้แจงและตอบโต้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ โดยระบุว่าการด้อยค่าความคิดเรื่องเจ็ตสกีก็เหมือนกับการด้อยค่าสิ่งที่เขาเคยทำสำเร็จมาแล้วในอดีต ไม่ว่าจะเป็นชุดเกราะ กล้องมองกลางคืน บังเกอร์ รั้วตู้คอนเทนเนอร์ โดรน หรือแม้กระทั่งการใช้เจ็ตสกีช่วยคนในภัยพิบัติหลายครั้ง
เขายืนยันว่า เจ็ตสกีเป็นเป้าหมายที่เล็ก ทำงานได้เร็ว มีน้ำมันเพียงพอสำหรับระยะทางไปกลับประมาณ 60 กิโลเมตร (จากฝั่งโอมาน) ซึ่งใช้เวลาเพียง 40 นาที และยังเคยใช้เจ็ตสกีนำคนเจ็บออกจากพื้นที่เสี่ยงในแม่สายและหาดใหญ่มาแล้วหลายครั้ง ด้วยการประเมินจากภาพคลื่นไม่แรงและขนาดของเจ็ตสกีที่เล็ก ทำให้มีโอกาสโดนโจมตีน้อยกว่าเรือใหญ่ ก่อนจะลงมือทำจริงก็พร้อมที่จะทดลองแผนในประเทศไทยก่อน
ประเด็น "กัน ขี่เจ็ทสกี" จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการกู้ภัยธรรมดา แต่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ระหว่างประเทศ บทบาทของอินฟลูเอนเซอร์ในยุคปัจจุบัน และการรับรู้ของสาธารณะที่มีต่อเหตุการณ์เหล่านี้ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความชื่นชม ข้อเสนอของกัน จอมพลังยังคงเป็นที่จับตาว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป