ฮามาสพลิกบทบาท: พันธมิตรเรียกร้องอิหร่านหยุดโจมตีชาติอ่าวอาหรับ ท่ามกลางศึกร้อนระอุ
ฮามาสพันธมิตรอิหร่านเรียกร้องให้หยุดโจมตีชาติอ่าวอาหรับ ท่ามกลางสงครามเดือด สหรัฐฯ เสริมกำลัง อิสราเอลโจมตีอิหร่าน วิเคราะห์สถานการณ์ล่าสุด
ท่ามกลางสมรภูมิอันร้อนระอุในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน หนึ่งในข่าวที่สร้างความประหลาดใจและจุดประกายคำถามมากมายคือการที่ กลุ่มฮามาส ซึ่งได้รับการสนับสนุนหลักจากอิหร่าน ได้ออกมาเรียกร้องให้พันธมิตรคนสำคัญอย่างอิหร่านยุติการโจมตีกลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับ การเคลื่อนไหวที่สวนทางกับภาพลักษณ์พันธมิตรนี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ในภูมิภาค และอาจเป็นสัญญาณของรอยร้าวที่กำลังก่อตัวขึ้น
ปรากฏการณ์ “ฮามาสมาแปลก”: คำเรียกร้องจากพันธมิตร
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา กลุ่มฮามาสซึ่งเป็นผู้ปกครองฉนวนกาซา ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องอย่างชัดเจนให้อิหร่านหยุดโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษา “สายสัมพันธ์แห่งพี่น้อง” ในภูมิภาค แม้ว่าฮามาสจะยังคงยืนยันในสิทธิ์ของอิหร่านที่จะป้องกันตนเองจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล แต่คำเรียกร้องให้ยุติการโจมตีชาติอ่าวอาหรับนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดปกติจากพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุด

แถลงการณ์ของฮามาสเกิดขึ้นท่ามกลางการโจมตีตอบโต้กันไปมาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยทางการอิหร่านอ้างว่าการโจมตีของพวกเขาพุ่งเป้าไปที่ฐานทัพของสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ แต่ทว่าการโจมตีหลายครั้งกลับส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน และทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 18 รายทั่วภูมิภาค ทั้งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต โอมาน ซาอุดีอาระเบีย และบาห์เรน สถานการณ์นี้ทำให้ฮามาสแสดงความกังวลอย่างยิ่ง และเรียกร้องให้ทุกประเทศในภูมิภาคให้ความร่วมมือกันเพื่อยุติสงครามโดยทันที
รอยร้าวในแนวร่วมและผลกระทบในภูมิภาค
อิหร่านเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของฮามาส ทั้งในด้านเงินทุน อาวุธ และการสนับสนุนทางการเมือง อย่างไรก็ตาม การที่อิหร่านโจมตีประเทศในอ่าวอาหรับนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศอย่างตุรกีและกาตาร์ ซึ่งเป็นอีกสองประเทศที่ให้การสนับสนุนทางการเงินและการเมืองแก่ฮามาสเช่นกัน การโจมตีเป้าหมายในประเทศเหล่านี้จึงอาจสร้างความตึงเครียดแม้กระทั่งกับพันธมิตรทางอ้อมของกลุ่มฮามาสเอง และอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ฮามาสต้องออกมาแสดงจุดยืนที่แตกต่างออกไป
สถานการณ์ตะวันออกกลางที่ทวีความตึงเครียด

ขณะที่ฮามาสเรียกร้องให้อิหร่านสงบศึกกับชาติอ่าวอาหรับ สหรัฐฯ เองก็กำลังเพิ่มกำลังพลนาวิกโยธินและเรือรบประมาณ 5,000 นาย รวมถึงเรือยูเอสเอส ทริโปลี ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อตอบโต้การโจมตีของอิหร่านที่ส่งผลกระทบต่อการบินและราคาน้ำมันโลก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังระบุว่ากองกำลังสหรัฐฯ ได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่านบนเกาะคาร์กจนสิ้นซาก นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ย้ายระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD จากเกาหลีใต้มายังตะวันออกกลาง ซึ่งสร้างความกังวลให้กับจีนอย่างมาก เนื่องจากจีนมองว่าระบบนี้มีศักยภาพในการสอดแนมลึกเข้าไปในดินแดนของตน
ในอีกด้านหนึ่ง อิสราเอลก็ยังคงเดินหน้าโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ โดยเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 กองทัพอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศในหลายพื้นที่ของอิหร่าน ทั้งกรุงเตหะราน เมืองชีราซ และเมืองอาห์วาซ โดยพุ่งเป้าไปที่โรงงานผลิตอาวุธ ศูนย์บัญชาการทางทหาร และกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ก่อนหน้านี้ยังมีการประกาศเตือนให้ประชาชนบางพื้นที่อพยพออก นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น มีผู้ได้รับบาดเจ็บในอิสราเอลเกือบ 3,000 คน
สถานการณ์ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนและความเปราะบางของสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง คำเรียกร้องที่แปลกประหลาดจากฮามาสอาจเป็นสัญญาณของความกดดันที่เพิ่มขึ้นจากผลกระทบของสงคราม หรืออาจเป็นความพยายามในการจัดระเบียบใหม่ของพันธมิตรในภูมิภาค ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของมหาอำนาจโลก ความไม่แน่นอนยังคงเป็นเงาที่ปกคลุมอนาคตของภูมิภาคแห่งนี้