ศึกอิหร่านยืดเยื้อ: ผลกระทบต่อ GDP ไทย 2 แสนล้าน และอนาคตกองทุนน้ำมันฯ
วิเคราะห์ผลกระทบจากความขัดแย้งอิหร่านต่อเศรษฐกิจไทย หากยืดเยื้อ 3 เดือน GDP อาจหด 2 แสนล้าน กองทุนน้ำมันฯเสี่ยงติดลบ รัฐบาลรับมืออย่างไร?
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ-อิสราเอล ยังคงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่ยังลามมาถึงห่วงโซ่อุปทานพลังงานและเศรษฐกิจโลก ซึ่งประเทศไทยเองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไป.
ศึกภูมิภาคยืดเยื้อ: โอกาสฉุด GDP ไทยกว่า 2 แสนล้านบาท
จากรายงานของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษา ได้ประเมินผลกระทบจากความขัดแย้งนี้ไว้ 3 กรณี โดยกรณีที่น่ากังวลและมีโอกาสเกิดขึ้นสูงถึง 45% คือ สงครามภูมิภาคที่ยืดเยื้อประมาณ 3 เดือน ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศไทย

- ราคาน้ำมันดิบ: คาดการณ์เฉลี่ย 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติ 20 ดอลลาร์ต่อ MMBTU
- ช่องแคบฮอร์มุซ: หากถูกปิดเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกถึง 20% หรือ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน จะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์
- ผลกระทบทางเศรษฐกิจรวม: สูงถึง 198,350 ล้านบาท
- GDP ไทย: คาดว่าจะลดลงถึง 1.07%
- ต้นทุนพลังงาน: เพิ่มขึ้นกว่า 80,019 ล้านบาท
- การส่งออก: มูลค่าลดลง 97,531 ล้านบาท
- การท่องเที่ยว: รายได้ลดลง 20,800 ล้านบาท
- กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: ฐานะสุทธิอาจติดลบพุ่งสูงถึง 44,736 ล้านบาท
- ภาระรัฐบาล: รวมต้องแบกรับกว่า 72,530 ล้านบาท
ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด คือสงครามขยายวงกว้างไม่มีกำหนดยุติ (โอกาส 10%) ผลกระทบต่อ GDP อาจลดลงถึง 2.31% และกองทุนน้ำมันฯ ติดลบกว่า 96,186 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจอย่างยิ่ง (อ้างอิง: ประชาชาติธุรกิจ).
มาตรการรับมือ: รัฐบาลไทยพร้อมแค่ไหน?
ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปราะบางนี้ รัฐบาลไทยได้ออกมาแสดงความมั่นใจเกี่ยวกับปริมาณสำรองพลังงาน โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ยืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันดิบสำรองเพียงพออีก 98 วัน และกำลังอยู่ระหว่างเจรจาซื้อน้ำมันจากรัสเซียเพิ่มเติม หลังจากสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการบอยคอต เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน (อ้างอิง: Related News).

จับตานโยบายราคาน้ำมัน: ดีเซลและเบนซิน
ประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ ทิศทางราคาน้ำมันเชื้อเพลิง หลังจากมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลจะสิ้นสุดลงในวันที่ 16 มีนาคมนี้ รัฐบาลจะมีการหารือเพื่อทบทวนแนวทางการขยับราคาให้สอดคล้องกับกลไกตลาด นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลจาก B7 เป็น B10 และอาจขยายไปถึง B20 ซึ่งเคยใช้มาแล้วในอดีต เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้า.
สำหรับราคาน้ำมันเบนซิน คาดว่าจะมีการปรับราคาเป็นรายสัปดาห์ เพื่อสะท้อนต้นทุนและสถานการณ์ตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในปัจจุบัน ค่าการกลั่นได้ขยับขึ้นจาก 2 บาทต่อลิตร ไปถึง 6 บาทต่อลิตร ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (อ้างอิง: Related News).
อนาคตที่ไม่แน่นอน: โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย
จากตัวเลขและข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นภัยคุกคามที่อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในเรื่องของการเติบโตของ GDP ภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าครองชีพของประชาชน รัฐบาลและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือ วางแผนบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปให้ได้.