มาฆบูชาเวียนเทียน: สู่เส้นทางแห่งการชำระจิต และวิถีบุญรักษ์โลก ปี 2569
สำรวจ "มาฆบูชาเวียนเทียน 2569" กับแนวคิด "เวียนเทียนต้นไม้" ลดมลพิษ เพิ่มพื้นที่สีเขียว พร้อมย้อนรอยโอวาทปาติโมกข์ ชำระจิตใจจากกิเลส 10
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอย่าง วันมาฆบูชา เวียนมาบรรจบอีกครั้งในปีพุทธศักราช 2569 ซึ่งตรงกับวันที่ 3 มีนาคม เป็นวันที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกต่างพร้อมใจกันน้อมรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในสมัยพุทธกาล และปฏิบัติธรรมเพื่อสร้างบุญกุศล ความสงบ และความบริสุทธิ์ให้แก่จิตใจ ในปีนี้ นอกจากกิจกรรมทำบุญตักบาตรและฟังธรรมตามวัดต่างๆ แล้ว กิจกรรม "เวียนเทียน" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการแสดงออกถึงความศรัทธาก็ได้ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ด้วยแนวคิด "เวียนเทียนต้นไม้" ซึ่งเป็นวิถีบุญใหม่ที่ผสานหลักธรรมเข้ากับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
มาฆบูชา: วันแห่งการรวมกันของพระอรหันต์และการประกาศหัวใจพระธรรม
เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญของกิจกรรม "มาฆบูชาเวียนเทียน" เราต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจถึงที่มาของวันมาฆบูชากันเสียก่อน วันมาฆบูชาเป็นวันที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นพร้อมกัน 4 ประการ หรือที่เรียกว่า "จาตุรงคสันนิบาต" อันเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากยิ่งในพระพุทธศาสนา ได้แก่
- เป็นวันที่พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
- พระสงฆ์เหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา 6
- พระสงฆ์เหล่านั้นได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง (เอหิภิกขุอุปสัมปทา)
- เป็นวันเพ็ญเดือน 3 หรือวันมาฆปุณณมี
ณ การประชุมอันเป็นมหามงคลนี้เอง สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดง "โอวาทปาติโมกข์" ซึ่งถือเป็นหัวใจและหลักการสำคัญของพระพุทธศาสนา อันเป็นเครื่องชี้นำแนวทางการปฏิบัติสำหรับพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป หลักธรรมดังกล่าวเป็นรากฐานของการดำเนินชีวิตที่เปี่ยมด้วยสติ ปัญญา และความบริสุทธิ์ เพื่อนำไปสู่การพ้นทุกข์อย่างแท้จริง
หัวใจแห่งพระพุทธศาสนา: โอวาทปาติโมกข์และแนวทางการชำระจิต
ตามพระคติธรรมของ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในวันมาฆบูชา 3 มีนาคม 2569 ได้ทรงย้ำถึง โอวาทปาติโมกข์ ว่าประกอบด้วยหลักการ 3 ประการอันเป็นหัวใจแห่งพระศาสนา คือ
- การไม่ทำบาปทั้งปวง (สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง): หมายถึง การละเว้นจากการกระทำอันชั่วร้ายทั้งทางกาย วาจา และใจ ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น การไม่ทำบาปเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความดีงามในชีวิตและสังคม เมื่อไม่มีการกระทำชั่ว ย่อมไม่เกิดผลกรรมที่ไม่ดีตามมา
- การบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม (กุสลัสสูปะสัมปะทา): หมายถึง การสร้างบุญกุศลทุกรูปแบบให้บริบูรณ์พร้อม ไม่ว่าจะเป็นการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา การช่วยเหลือผู้อื่น การประกอบคุณงามความดีในชีวิตประจำวัน การบำเพ็ญกุศลนี้เป็นการสั่งสมคุณธรรม ความเมตตา และปัญญา ซึ่งจะนำพาความสุขความเจริญมาสู่ตนเองและโลก
- การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ (สจิตตะปะริโยทะปะนัง): นี่คือแก่นแท้และจุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์หมายถึงการทำให้จิตใจปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองต่างๆ ที่ครอบงำและเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์
ทำความเข้าใจ "กิเลส" เครื่องเศร้าหมองแห่งจิต
สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงชี้ให้เห็นว่า การจะชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ได้นั้น ต้องอาศัยปัญญาเป็นเครื่องชำระ ซึ่งหมายถึงการศึกษาให้ทราบชัดว่า "กิเลส" อันเป็นต้นเหตุของทุกข์นั้นมีประการใดบ้าง เพื่อจักได้คอยสังวรระวังรักษาจิตตนให้ล่วงพ้นจากภาวะหมักหมมด้วยกิเลสเหล่านั้น อันเป็นการฝึกฝนอบรมเพื่อให้เกิดสติได้รวดเร็วว่องไว รู้เท่าและรู้ทันต่อสภาพธรรม กิเลสที่พระพุทธองค์ทรงจำแนกไว้มี 10 ประการ หรือที่เรียกว่า "กิเลส 10" ได้แก่
- โลภะ (ความอยากได้): ความต้องการที่ไม่สิ้นสุด ความยึดติดในวัตถุสิ่งของ ลาภ ยศ สรรเสริญ ก่อให้เกิดการแสวงหาที่ไม่ถูกทำนองคลองธรรม และความไม่พอใจในสิ่งที่ตนมี
- โทสะ (ความคิดประทุษร้าย): ความโกรธ ความไม่พอใจ ความพยาบาท อาฆาตมาดร้าย ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงแห่งความขัดแย้งและความรุนแรงทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
- โมหะ (ความเขลา): ความไม่รู้ตามความเป็นจริง ความหลงผิด การขาดปัญญาในการแยกแยะถูกผิด ชอบชั่วดี เป็นรากฐานของกิเลสอื่นๆ ทั้งหมด
- มานะ (ความถือตัว): ความทะนงตน การยกตนข่มท่าน การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นในแง่ของความดีเด่น หรือความด้อยกว่า ซึ่งล้วนนำมาซึ่งความทุกข์
- ทิฏฐิ (ความเห็นผิด): การยึดมั่นในความคิด ความเชื่อ หรือทฤษฎีที่ขัดแย้งกับหลักธรรมความจริง ทำให้เกิดอคติและความยึดติดในสิ่งที่ผิด
- วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย): ความไม่แน่ใจในพระรัตนตรัย ในหลักธรรมคำสอน หรือในการปฏิบัติของตน ทำให้ขาดความมั่นคงและไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม
- ถีนะ (ความท้อแท้ถดถอย): ความเกียจคร้าน ความย่อท้อในการทำความดี การเผชิญปัญหา หรือการปฏิบัติธรรม ทำให้ไม่มีความก้าวหน้าในชีวิต
- อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน): ความคิดที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย จิตใจไม่สงบ วกวนไปมา ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ทำให้ขาดสมาธิและปัญญา
- อหิริกะ (ความไม่ละอายต่อความชั่ว): การไม่รู้สึกอับอายในการกระทำผิด การเบียดเบียนผู้อื่น การละเมิดศีลธรรม ทำให้ก่อกรรมชั่วได้อย่างง่ายดาย
- อโนตตัปปะ (ความไม่เกรงกลัวต่อความชั่ว): การไม่กลัวต่อผลของกรรมชั่ว การไม่เกรงกลัวต่อบาป ทำให้ประพฤติผิดศีลธรรมโดยไม่ยับยั้งชั่งใจ
พระคติธรรมนี้เน้นย้ำให้เราตั้งโจทย์สำรวจพฤติกรรมของตนและของหมู่ชนในโลกปัจจุบัน ว่าถูกขับเคลื่อนไปด้วยกิเลสข้อใด มากหรือน้อยเพียงใด จนนำไปสู่การเบียดเบียนกันทางกายและวาจา ก่อเวรภัย ทำลายสันติธรรมที่ทุกชีวิตล้วนปรารถนา หากเราอดทนและซื่อตรงพอที่จะเพ่งโทษเตือนตนเอง ให้เห็นกิเลสในจิต แล้วเพียรลดละขัดเกลาให้เข้าใกล้ความบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นอยู่ทุกขณะ ท่านย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติตามพระพุทธานุศาสนีที่ว่า "สจิตฺตมนุรกฺขถ" ซึ่งแปลความว่า "ท่านทั้งหลายจงตามรักษาจิตของตน" จัดเป็นปฏิบัติบูชาอันยิ่งใหญ่ที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ

จากเวียนเทียนแบบดั้งเดิม สู่ "เวียนเทียนต้นไม้" วิถีใหม่แห่งปี 2569
กิจกรรม "เวียนเทียน" เป็นประเพณีปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานในพุทธศาสนิกชน โดยจะเดินวนรอบพระอุโบสถ หรือพระพุทธรูป 3 รอบ โดยถือธูป เทียน และดอกไม้ในมือ ขณะเดินก็จะระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ การเวียนเทียน 3 รอบ เป็นสัญลักษณ์ของการบูชาพระรัตนตรัย ได้แก่
- รอบที่ 1: รำลึกถึงพระพุทธคุณ (พุทธบูชา)
- รอบที่ 2: รำลึกถึงพระธรรมคุณ (ธรรมบูชา)
- รอบที่ 3: รำลึกถึงพระสังฆคุณ (สังฆบูชา)
อย่างไรก็ตาม ในยุคที่โลกเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ผสานหลักธรรมเข้ากับการรักษ์โลกจึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง และในปีมาฆบูชา 2569 นี้ จึงได้เกิดกิจกรรม "เวียนเทียนต้นไม้" ขึ้น เพื่อเป็นวิถีบุญใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
"เวียนเทียนต้นไม้" คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร?
"เวียนเทียนต้นไม้" คือการใช้ต้นกล้า หรือกล้าไม้ขนาดเล็ก แทนธูปเทียนและดอกไม้ เพื่อประกอบพิธีเวียนเทียน การเปลี่ยนแปลงวิถีปฏิบัติเช่นนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการทำบุญ แต่ยังเป็นการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับโลกของเราในหลายมิติ:
- ลดมลพิษทางอากาศ: การจุดธูปเทียนจำนวนมากก่อให้เกิดควันและเขม่า ซึ่งเป็นสาเหตุของมลพิษทางอากาศและอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้น การใช้ต้นไม้เข้ามาแทนจะช่วยลดปัญหานี้ได้อย่างสิ้นเชิง ทำให้บรรยากาศในการทำบุญบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น
- ลดขยะและลดภาระวัด: ธูปเทียนที่ใช้แล้วมักกลายเป็นขยะจำนวนมาก และสร้างภาระให้กับวัดในการกำจัดขยะเหล่านั้น การใช้ต้นกล้าไม่เพียงไม่สร้างขยะ แต่ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ต่อโลก
- เพิ่มพื้นที่สีเขียว: หลังจบพิธี ผู้ร่วมงานสามารถนำต้นกล้ากลับไปปลูกเองที่บ้าน หรือมอบให้วัดเพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในบริเวณวัด หรือพื้นที่สาธารณะอื่นๆ เป็นการสร้างประโยชน์ระยะยาวให้กับสิ่งแวดล้อมและชุมชน
- ส่งเสริมจิตสำนึกรักษ์โลก: กิจกรรมนี้เป็นการปลูกฝังแนวคิดการอนุรักษ์ธรรมชาติและการสร้างความยั่งยืนให้กับพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะเยาวชน ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการปฏิบัติธรรม
- ไม่แสบตา ไม่รบกวนผู้อื่น: การไม่มีควันธูปเทียนช่วยให้ผู้ร่วมงานสามารถประกอบพิธีได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องควันแสบตา หรือกลิ่นที่อาจรบกวนผู้ที่แพ้
กิจกรรม "เวียนเทียนต้นไม้" นี้ จัดโดย มูลนิธิปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ ซึ่งมีเจตนารมณ์อันงดงามในการเชื่อมโยงหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาเข้ากับการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การทำบุญไม่หยุดอยู่แค่การสร้างกุศลทางจิตใจ แต่ยังขยายผลไปสู่การสร้างประโยชน์ให้แก่โลกใบนี้อย่างเป็นรูปธรรม
ร่วมเวียนเทียนต้นไม้ได้ที่ไหนบ้างในปี 2569?
ในปี 2569 นี้ มีวัดทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรม "เวียนเทียนต้นไม้" กว่า 300 แห่ง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ได้มีวัดในเขตต่างๆ เข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก ซึ่งครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ ทำให้พุทธศาสนิกชนสามารถเดินทางไปร่วมกิจกรรมได้อย่างสะดวก
สำหรับผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ สามารถเช็กรายชื่อวัดที่เข้าร่วมได้ในเขตต่างๆ เช่น
- เขตพระนคร
- เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย
- เขตสัมพันธวงศ์
- เขตดุสิต
- เขตบางกอกใหญ่
- เขตบางกอกน้อย
- เขตธนบุรี
- เขตคลองสาน
- เขตราชเทวี (เช่น วัดอภัยทายาราม)
- เขตพญาไท
- เขตภาษีเจริญ
- เขตบางแค
- เขตหนองแขม
- เขตบางพลัด
- เขตตลิ่งชัน
- เขตทวีวัฒนา
- เขตราษฎร์บูรณะ
- เขตทุ่งครุ
- เขตบางบอน
- เขตบางขุนเทียน
- เขตบางรัก
- เขตสาทร
- เขตปทุมวัน
- เขตยานนาวา
- เขตบางคอแหลม
- เขตห้วยขวาง
- เขตสวนหลวง
- เขตคลองเตย
- เขตพระโขนง
- เขตวัฒนา
- เขตประเวศ
- เขตบางเขน
- เขตบางซื่อ
- เขตหลักสี่
- เขตดอนเมือง
- เขตสะพานสูง
- เขตสายไหม
- เขตบางกะปิ
- เขตคลองสามวา
- เขตลาดพร้าว
- เขตบึงกุ่ม
- เขตจตุจักร
- เขตจอมทอง
- เขตดินแดง
- เขตบางนา
- เขตลาดกระบัง
- เขตวังทองหลาง
- เขตมีนบุรี
- เขตคันนายาว
- เขตหนองจอก
โดยจะมีโต๊ะตั้งแจกกล้าไม้รอบพระอุโบสถ หากหาไม่เจอ สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ของวัดได้เลย โดยปกติแล้ว การแจกกล้าไม้และเริ่มพิธีเวียนเทียนต้นไม้จะเริ่มในช่วงเย็น ประมาณ 17.00 - 18.00 น. แต่บางวัดอาจเริ่มเช้ากว่า หรือค่ำกว่า เพื่อความแน่นอนและไม่เสียเวลา ควรเช็กข้อมูลจากเพจของวัด หรือโทรสอบถามโดยตรงก่อนเดินทาง
สำหรับผู้ที่อยู่ต่างจังหวัด ก็ไม่ต้องกังวล สามารถเช็กรายชื่อวัดอื่นๆ ในจังหวัดใกล้เคียงที่เข้าร่วมโครงการกว่า 300 แห่งได้ที่เว็บไซต์ https://treefordhamma.org

กรุงเทพมหานครกับการส่งเสริมพระพุทธศาสนาและสิ่งแวดล้อม
กรุงเทพมหานครเองก็ร่วมธำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาและส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมีการจัดพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันมาฆบูชา 2569 ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในวัดสำคัญของกรุงเทพฯ การที่หน่วยงานภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมและสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนาเช่นนี้ เป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของวันมาฆบูชา และเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้าถึงและร่วมกิจกรรมอันเป็นมงคลได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ การที่ กทม. มีส่วนร่วมในการประชาสัมพันธ์และสนับสนุนโครงการ "เวียนเทียนต้นไม้" ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในการนำเอาหลักธรรมมาปรับใช้กับการพัฒนาเมืองและคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม
มากกว่าแค่เวียนเทียน: กิจกรรมเสริมบุญในวันมาฆบูชา
นอกจากการเวียนเทียนไม่ว่าจะเป็นแบบดั้งเดิมหรือแบบ "เวียนเทียนต้นไม้" แล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่พุทธศาสนิกชนสามารถปฏิบัติได้ในวันมาฆบูชา เพื่อสร้างบุญกุศลและเสริมสร้างจิตใจให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ได้แก่
- ทำบุญตักบาตร: เป็นการถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์ เป็นการสร้างบุญและแสดงความเคารพต่อพระรัตนตรัย
- ฟังธรรมเทศนา: การฟังพระธรรมคำสอนจากพระสงฆ์ เพื่อทำความเข้าใจหลักธรรมและนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
- รักษาศีล: การตั้งใจรักษาศีล 5 หรือศีล 8 เพื่อขัดเกลากาย วาจา และใจให้บริสุทธิ์
- ปฏิบัติธรรม: การเจริญภาวนา นั่งสมาธิ เดินจงกรม เพื่อฝึกสติและปัญญาให้เกิดขึ้นในจิตใจ
- ปล่อยนก ปล่อยปลา: เป็นการให้ชีวิตแก่สัตว์ เป็นการแสดงออกถึงความเมตตากรุณา
ทำไมการรักษาสิ่งแวดล้อมจึงเป็นพุทธธรรม
การเชื่อมโยงกิจกรรมทางศาสนาเข้ากับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่าง "เวียนเทียนต้นไม้" ไม่ใช่เรื่องใหม่ในบริบทของพระพุทธศาสนา แท้จริงแล้ว หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์นั้นล้วนเอื้อต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างลึกซึ้ง
- เมตตาและกรุณา: พระพุทธศาสนาสอนให้มีเมตตา (ความปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข) และกรุณา (ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์) ต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย รวมถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การทำลายธรรมชาติก็คือการทำลายแหล่งที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตและเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์
- ปัญญาและความไม่ประมาท: การใช้ปัญญาพิจารณาถึงผลกระทบของการกระทำของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม และการไม่ประมาทในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน
- มัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง): การรู้จักพอประมาณในการบริโภค ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่เบียดเบียนธรรมชาติมากเกินไป เป็นการดำเนินชีวิตที่สมดุลและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- อัปปมัญญา (ความไม่มีประมาณ): การแผ่เมตตาและกรุณาออกไปอย่างไม่มีขอบเขต ไม่จำกัดเฉพาะมนุษย์ แต่รวมถึงสัตว์ ต้นไม้ และธรรมชาติทั้งหมด
ดังนั้น "เวียนเทียนต้นไม้" จึงเป็นมากกว่าแค่กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการนำหลักธรรมอันลึกซึ้งมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม แสดงให้เห็นว่าการทำบุญกับการรักษ์โลกสามารถดำเนินไปพร้อมกันได้ และเป็นหนทางหนึ่งในการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ตามหลักโอวาทปาติโมกข์ คือการไม่ทำบาป (ไม่ทำลายธรรมชาติ) การบำเพ็ญกุศล (ปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียว) และการชำระจิตใจ (การตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของสิ่งแวดล้อม)
สรุป: มาฆบูชา 2569 สู่การเปลี่ยนแปลงภายในและภายนอก
วันมาฆบูชา 2569 จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้น้อมรำลึกถึงพระคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และนำหลักธรรมคำสอนเรื่อง โอวาทปาติโมกข์ อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา มาประพฤติปฏิบัติ เพื่อขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองต่างๆ พร้อมกันนี้ การเข้าร่วมกิจกรรม "เวียนเทียนต้นไม้" ยังเป็นการเปิดมิติใหม่ของการทำบุญ ที่ไม่เพียงแต่สร้างบุญกุศลให้แก่ตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างคุณประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับสิ่งแวดล้อมและโลกที่เราอาศัยอยู่
ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทุกท่าน มาร่วมกันสร้างบุญวิถีใหม่ สร้างอากาศสะอาด ลดมลพิษ และเพิ่มพื้นที่สีเขียว ไปพร้อมกับการบำเพ็ญบุญและชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ในวันมาฆบูชา 2569 นี้ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมเวียนเทียนต้นไม้ หรือการทำกิจกรรมทางศาสนาอื่นๆ ตามความเหมาะสม เพื่อร่วมกันจรรโลงพระพุทธศาสนา และสร้างสรรค์โลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้นสืบไป