Meta AI กับศึกสงครามเทคโนโลยี: จีนสั่งล้มดีล Manus 2 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนรอยร้าว AI โลก
จีนบล็อก Meta เข้าซื้อ Manus สตาร์ทอัพ AI 2 พันล้านดอลลาร์ เผยเบื้องลึกความขัดแย้งด้านเทคโนโลยี AI ระหว่างสหรัฐฯ-จีน และอนาคตของ Meta AI
วงการเทคโนโลยี AI กำลังสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อประเทศจีน โดยคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) ได้ออกคำสั่งอย่างเป็นทางการให้ Meta Platforms ยกเลิกการเข้าซื้อกิจการ Manus ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพ AI สัญชาติสิงคโปร์ที่มีรากฐานมาจากจีน ด้วยมูลค่าสูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความปวดหัวครั้งใหญ่สำหรับ Meta เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของการแบ่งขั้วทางเทคโนโลยี AI ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่รุนแรงขึ้น

เกิดอะไรขึ้นกับดีล Meta-Manus?
Meta ประกาศเข้าซื้อกิจการ Manus เมื่อปลายปี 2025 โดยมีเป้าหมายเพื่อเร่งนวัตกรรม AI สำหรับธุรกิจและบูรณาการระบบอัตโนมัติขั้นสูงเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมถึง Meta AI assistant ของตนเอง ดีลนี้ปิดไปแล้ว พนักงานของ Manus หลายคนได้ย้ายเข้าร่วมทีม AI ของ Meta ที่สิงคโปร์ และนักลงทุนอย่าง Tencent Holdings และ Hongshan Capital ก็ได้รับเงินส่วนแบ่งไปแล้ว ตามรายงานของ Bloomberg
แต่ในเดือนมกราคม 2026 กระทรวงพาณิชย์จีนได้เริ่มสอบสวนดีลนี้ โดยพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการส่งออก เทคโนโลยีนำเข้า-ส่งออก และการลงทุนนอกประเทศ จนกระทั่งวันที่ 27 เมษายน 2026 NDRC ได้สั่งบล็อกดีลดังกล่าว โดยระบุว่า "ห้ามการลงทุนจากต่างชาติในโครงการ Manus ตามกฎหมายและกฎระเบียบ" และเรียกร้องให้คู่กรณี "ถอนการทำธุรกรรมเข้าซื้อกิจการ" ซึ่ง Meta โต้แย้งว่าธุรกรรมดังกล่าว "ดำเนินการสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน"
Manus: สตาร์ทอัพ AI ที่โลกจับตา
Manus เดิมคือบริษัท Butterfly Effect ก่อตั้งในกรุงปักกิ่งปี 2022 โดยมีจุดเด่นในการพัฒนา AI Agent ทั่วไป (General-Purpose AI Agent) ที่สามารถทำงานซับซ้อนได้แบบอัตโนมัติ เช่น การค้นคว้าข้อมูลตลาด การเขียนโค้ด และการวิเคราะห์ข้อมูล ตัว Agent ตัวแรกของ Manus เปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคม 2025 และถูกยกย่องว่าเป็น "DeepSeek รายต่อไป" ด้วยตัวเลขการเติบโตที่น่าทึ่ง โดยอ้างว่าทำรายได้ประจำปี (ARR) ทะลุ 100 ล้านดอลลาร์ภายใน 8 เดือน ซึ่งถือเป็นสตาร์ทอัพที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกที่ทำได้ในเวลานั้น
"Singapore-Washing": กลยุทธ์ที่ไปไม่รอด
ในเดือนกรกฎาคม 2025 Manus ได้ปิดออฟฟิศในจีนและย้ายสำนักงานใหญ่พร้อมทีมงานหลักไปยังสิงคโปร์ กลยุทธ์นี้รู้จักกันในชื่อ "Singapore-Washing" ซึ่งเป็นความพยายามของบริษัทจีนที่จะหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของวอชิงตันที่ห้ามนักลงทุนอเมริกันสนับสนุนบริษัท AI จีนโดยตรง และเลี่ยงกฎระเบียบของจีนที่จำกัดการโอนทรัพย์สินทางปัญญาและเงินทุนออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม การสั่งบล็อกดีลนี้แสดงให้เห็นว่าแม้จะมีการย้ายฐาน แต่จีนยังคงมองว่า Manus ยังคงพึ่งพาทั้งบุคลากรและเทคโนโลยีของจีนเป็นหลัก และต้องการคงอำนาจควบคุมเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์นี้ไว้
ทำไมจีนถึงสั่งบล็อกดีลนี้?
คำสั่งบล็อกดีล Manus สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของปักกิ่งที่ต้องการสกัดกั้นไม่ให้เทคโนโลยี AI สำคัญ "ไหลสู่มือสหรัฐฯ" โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ทั้งวอชิงตันและปักกิ่งต่างพยายามรักษาการควบคุมเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์เพื่อป้องกันการรั่วไหลไปยังอีกฝ่าย การเคลื่อนไหวนี้อาจถูกมองว่าเป็นการตอบโต้มาตรการควบคุมการส่งออก การจำกัดการลงทุน และการตรวจสอบการถ่ายโอนเทคโนโลยีที่สหรัฐฯ ใช้มาโดยตลอด
ผลกระทบและอนาคตของ Meta AI
การล้มดีล Manus สร้างความปวดหัวอย่างมากให้แก่ Meta เพราะไม่ชัดเจนว่าจะ "ถอนดีล" ได้อย่างไร ในเมื่อพนักงานได้ย้ายเข้ามาร่วมทีมและนักลงทุนได้รับเงินไปแล้ว ดีลนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์ AI ใหม่ของ Meta และการถูกบล็อกอาจส่งผลกระทบต่อแผนการเร่งนวัตกรรม AI ของบริษัท นอกจากนี้ ยังเป็นสัญญาณเตือนสำหรับสตาร์ทอัพจีนอื่น ๆ ที่พยายามใช้โมเดล "Singapore-Washing" ว่าแม้จะย้ายถิ่นฐาน แต่รัฐบาลจีนก็ยังคงสามารถขยายอิทธิพลและอำนาจควบคุมได้หากมองว่าเป็นเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์
เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงการแบ่งแยกของระบบนิเวศ AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่นับวันยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ และจะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ของเทคโนโลยี AI ทั่วโลกในอนาคตอันใกล้