ตะวันออกกลางตึงเครียด! วิจัยกรุงศรีคาด GDP ไทยเสี่ยงลด 0.2-0.9% และเงินเฟ้อพุ่งสูง
วิจัยกรุงศรีเตือน! ความตึงเครียดตะวันออกกลางอาจฉุด GDP ไทยลดลง 0.2-0.9% และดันเงินเฟ้อพุ่ง 4.5% หากราคาน้ำมันโลกทะลุ $130 เตรียมรับมือผลกระทบ!
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกจับตา ด้วยความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่สร้างความกังวลด้านมนุษยธรรม แต่ยังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทย วิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาประเมินผลกระทบอย่างละเอียด ชี้ว่าความขัดแย้งครั้งนี้อาจฉุดรั้งการเติบโตของ GDP ไทยให้ลดลงถึง 0.2-0.9% จากกรณีฐาน พร้อมเตือนถึงภาวะเงินเฟ้อที่อาจพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง

วิจัยกรุงศรีชี้ชัด: GDP เสี่ยงลด เงินเฟ้อพุ่ง
จากการวิเคราะห์ของวิจัยกรุงศรี ความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก และประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
- ผลกระทบต่อ GDP: วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่าการขยายตัวของ GDP ไทยอาจลดลงจากกรณีฐาน (ที่คาดการณ์ไว้ 2.0% ณ 26 กุมภาพันธ์ 2569) ระหว่าง 0.2% ถึง 0.9% ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและความยืดเยื้อของสงคราม
- ความเสี่ยงเงินเฟ้อ: ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจนเฉลี่ยทั้งปีที่ 110-130 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และภาครัฐไม่สามารถอุดหนุนราคาพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง เงินเฟ้อของไทยอาจเพิ่มขึ้นจากกรณีฐาน 0.2% ไปถึง 3.0-4.5% เลยทีเดียว
- ราคาน้ำมัน: ศูนย์กลางของความเสี่ยงอยู่ที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 3 ของการค้าน้ำมันดิบโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นกว่า 87% สู่ระดับ 128 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (ข้อมูล ณ 13 มีนาคม 2569) และไทยที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางถึง 58% ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง
อุตสาหกรรมใดบ้างที่ได้รับผลกระทบ?
ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้ชี้ถึงอุตสาหกรรมที่เปราะบางที่สุดต่อสถานการณ์นี้:
- กลุ่มเปราะบางสูงสุด: โรงกลั่นน้ำมัน, ปิโตรเคมี, พลาสติกและบรรจุภัณฑ์, และโรงไฟฟ้า เนื่องจากพึ่งพาวัตถุดิบตั้งต้น (Feedstock) จากตะวันออกกลางโดยตรง รวมถึงการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งไทยนำเข้าจากภูมิภาคนี้ถึง 1 ใน 4 ของปริมาณทั้งหมด หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด อาจต้องลดกำลังผลิตหรือหยุดเดินเครื่อง
- กลุ่มได้รับผลกระทบรองลงมา: ภาคการขนส่ง ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นหรืออาจเกิดการขาดแคลน รวมถึงภาคเกษตรกรรมที่เผชิญปัญหาราคาปุ๋ยแพงหรือขาดแคลนเช่นกัน

มุมมองผู้เชี่ยวชาญและทางออกของไทย
ดร.ณรงค์ชัย ใหญ่สว่าง นักวิชาการด้านเศรษฐกิจพลังงาน ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ PostTalk ว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันทั่วโลกขณะนี้เรียกได้ว่าเข้าขั้นวิกฤต แม้จะมีกลุ่ม G7 เข้ามาขายน้ำมันสำรอง (Reserve) ช่วยลดราคาลงได้บ้าง แต่สถานการณ์การปะทะที่ตะวันออกกลางยังคงรุนแรงและคาดว่าจะยืดเยื้อไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันหากสงครามบานปลาย
รัฐบาลไทยได้ออกมาตรการประหยัดพลังงาน 6 ข้อ รวมถึงการสนับสนุนให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจทำงานที่บ้าน (WFH) ซึ่งถือเป็นการตอบสนองที่รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังเสนอแนะเพิ่มเติม เช่น การปรับสัดส่วนการใช้น้ำมัน B5 เป็น B7 หรือเพิ่มการสนับสนุนการผสมน้ำมัน B100 เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชนในราคาที่ถูกลง และเร่งรัดการสำรองน้ำมันเพื่อรับมือกับความเสี่ยงในระยะสั้น-กลาง-ยาว
ในยามที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน การติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับทั้งภาคธุรกิจและประชาชน เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิต