'มท.' สั่งผู้ว่าฯ 76 จังหวัดรับมือ 'วิกฤตพลังงาน' จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง
กระทรวงมหาดไทยสั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง พร้อมมาตรการตรึงราคา ประหยัด และสร้างความมั่นคงด้านเชื้อเพลิง
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อตลาดพลังงานโลกและประเทศไทย ทำให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) ต้องออกโรงสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ เตรียมมาตรการรับมือกับ 'วิกฤตพลังงาน' ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาคประชาชนและภาคธุรกิจ
มท. สั่งการเร่งด่วน: ผู้ว่าฯ 76 จังหวัดต้องพร้อม!
จากข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ถึงแนวทางปฏิบัติสำคัญที่สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
แนวทางหลักที่ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องดำเนินการอย่างใกล้ชิด มีดังนี้:
- เตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์ด้านพลังงานในพื้นที่: เน้นย้ำให้แต่ละจังหวัดมีแผนเผชิญเหตุและมาตรการป้องกันการขาดแคลนพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในท้องถิ่น
- บริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงและปิโตรเลียมอย่างต่อเนื่องและราบรื่น: สร้างความมั่นใจว่าการจัดส่งและกระจายน้ำมันเชื้อเพลิงจะไม่หยุดชะงัก เพื่อไม่ให้กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน
- ป้องกันการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการดำรงชีวิต: ถือเป็นภารกิจสำคัญที่กระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้นำการบริหารราชการในพื้นที่ต้องดำเนินการอย่างใกล้ชิด ตามนโยบายของรัฐบาลและหน่วยงานระดับนโยบายที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์ราคาน้ำมันโลก: ตะวันออกกลางจุดชนวนความผันผวน
ผลพวงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งตรงถึงตลาดพลังงานโลกอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันสำเร็จรูปดีเซลในสิงคโปร์พุ่งสูงถึง 154.6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ก็ทะยานขึ้นไปที่ระดับ 107.9 เหรียญ และ WTI อยู่ที่ 106.6 เหรียญ ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 4 ปี
ชนวนสำคัญมาจากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการที่อิหร่านขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่สำคัญของโลก ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ชี้ว่า น้ำมันราว 30% ของปริมาณน้ำมันที่ขนส่งทางทะเลทั่วโลก และก๊าซ LNG ถึง 20% ต้องผ่านช่องแคบนี้ การปิดช่องแคบดังกล่าวจะส่งผลกระทบมหาศาลต่ออุปทานพลังงานทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดเอเชีย
ประเทศไทยรับมืออย่างไร? จากราคาน้ำมันพุ่งสูง
ในส่วนของประเทศไทย แม้ในช่วงแรกจะมีรายงานที่สร้างความตื่นตระหนกเกี่ยวกับปริมาณน้ำมันสำรอง แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ได้ออกมายืนยันว่า ประเทศไทยไม่ขาดแคลนเชื้อเพลิงน้ำมัน พร้อมขอความร่วมมือประชาชนอย่าตื่นตระหนกและกักตุนน้ำมัน เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายและปัญหาด้านการขนส่งตามมา
รัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อพยุงและบริหารจัดการสถานการณ์ โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงเข้าไปช่วยพยุงราคาน้ำมันดีเซลบางส่วน และส่งเสริมการใช้น้ำมันชีวภาพมากขึ้น เช่น การเพิ่มส่วนต่างราคาเพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ E20 และการปรับสเปคดีเซลจาก B5 เป็น B7 เพื่อเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลที่ผลิตจากน้ำมันปาล์มในประเทศ

มาตรการประหยัดพลังงาน: เริ่มต้นที่ตัวเรา
นอกจากการบริหารจัดการด้านอุปทานแล้ว การประหยัดพลังงานก็เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน คณะรัฐมนตรีได้ออกมาตรการขอความร่วมมือประชาชนและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อลดการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน เช่น:
- ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้สูงขึ้นเป็น 26-27 องศาเซลเซียส
- ลดการสวมใส่เสื้อผ้าที่เป็นทางการ เช่น ไม่ต้องผูกไทด์หรือใส่สูท (ยกเว้นในกรณีต้อนรับแขกสำคัญ)
- ปิดไฟในช่วงพักเที่ยง หรือเมื่อไม่ใช้งาน
- ส่งเสริมการทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) และการประชุมออนไลน์
- ตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ของยานพาหนะให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก การเตรียมพร้อม การบริหารจัดการอย่างรอบคอบของภาครัฐ และความร่วมมือร่วมใจของประชาชนในการประหยัดพลังงาน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับ 'วิกฤตพลังงาน' ครั้งนี้ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายไปได้อย่างมั่นคง