ป.ป.ช. ยกคำร้อง "ศักดิ์สยาม" คดีซุกหุ้น: มาตรฐานใหม่ขององค์กรตรวจสอบ?
เจาะลึกกรณี ป.ป.ช. ยกคำร้องคดีซุกหุ้นนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สวนทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ วิเคราะห์ความแตกต่างและผลกระทบต่อความเชื่อมั่น.
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ถือเป็นองค์กรสำคัญที่มีบทบาทหลักในการตรวจสอบการทุจริตและประพฤติมิชอบของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อรักษาไว้ซึ่งธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในสังคมไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้มีประเด็นร้อนแรงที่สร้างความสนใจและคำถามจากสาธารณชนเกี่ยวกับมติของ ป.ป.ช. ที่ได้ยกคำร้องกล่าวหานายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในคดีซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งสวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้
ต้นตอคดีซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่สื่อมวลชนเปิดโปงกรณี หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งเป็นธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ได้กวาดงานภาครัฐในกระทรวงคมนาคมหลายร้อยสัญญาในช่วงปี 2562-2566 โดยพบข้อสังเกตเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างห้างหุ้นส่วนนี้กับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งและเคยถือหุ้น

แม้จะมีการอ้างว่านายศักดิ์สยามได้โอนหุ้นมูลค่า 119.5 ล้านบาท ให้นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ไปแล้วก่อนรับตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ด้วยมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 เสียง ชี้ชัดว่าจากข้อพิรุธและพฤติการณ์แวดล้อมต่าง ๆ ในคดี ฟังได้ว่านายศักดิ์สยามและนายศุภวัฒน์ได้ตกลงนำเงินของนายศักดิ์สยามมาทำธุรกรรมในนามนายศุภวัฒน์ ซึ่งรวมถึงการซื้อขายกองทุนเพื่อชำระค่าหุ้นแก่นายศักดิ์สยาม
- นิติกรรมอำพราง: ศาลพบว่านายศุภวัฒน์มีสถานะเป็นเพียงลูกจ้าง มีรายได้ไม่สอดคล้องกับการเข้าซื้อหุ้นมูลค่านับร้อยล้านบาท และเส้นทางการเงินชี้ว่าเงินที่นำมาซื้อหุ้นมีที่มาจากนายศักดิ์สยามเอง
- การใช้ประโยชน์ส่วนตัว: แม้จะโอนหุ้นแล้ว ศาลพบหลักฐานว่านายศักดิ์สยามยังคงสั่งการให้ หจก.บุรีเจริญฯ จัดซื้อเครื่องบินส่วนตัวมูลค่า 12 ล้านบาทเพื่อใช้ในภารกิจทางการเมือง รวมถึงมีการนำใบเสร็จค่าน้ำมันรถส่วนตัวมาเบิกเงินจากห้างหุ้นส่วน
- พฤติการณ์ผิดปกติ: การเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานออกจากบ้านพักของนายศักดิ์สยามเพียง 23 วันก่อนรับตำแหน่งรัฐมนตรี ถูกมองว่าเป็นเจตนาอำพรางการถือครองหุ้นเพื่อไม่ให้ขาดคุณสมบัติทางการเมือง
ผลจากคำวินิจฉัยนี้ ทำให้นายศักดิ์สยามต้องพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีตั้งแต่ 3 มีนาคม 2566 ตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ของรัฐธรรมนูญ
มติ ป.ป.ช. ที่สวนทาง: ยกคำร้องคดี "ซุกหุ้น"

ท่ามกลางกระแสข่าวที่ยังคงมีการตั้งคำถามถึงบทบาทหลังม่านของนายศักดิ์สยามในพรรคภูมิใจไทย เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายสุรพงษ์ อินทรถาวร ได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ มีมติยกคำร้องกล่าวหานายศักดิ์สยามในกรณีจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ รวมถึงการกล่าวหาการถือครองหุ้นแทนใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ไปตั้งแต่เดือนกันยายน 2568
อย่างไรก็ตาม นายสุรพงษ์ระบุว่าตนเองยังไม่ได้รับตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ช. ในช่วงเวลานั้น จึงยังไม่ทราบรายละเอียดของมติว่า เป็นสำนวนเดียวกัน หรือมีข้อเท็จจริงเดียวกันกับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ และจะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งหนึ่ง
คำถามถึงมาตรฐานและการตรวจสอบ
การที่ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต มีมติยกคำร้องในคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วว่ามีการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ย่อมสร้างคำถามและความกังวลในหมู่ประชาชนและสังคมเกี่ยวกับบรรทัดฐานใหม่ในการตรวจสอบของ ป.ป.ช. ความแตกต่างของผลการพิจารณาระหว่างสององค์กรนี้ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณะที่มีต่อกลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และความพยายามในการปราบปรามการทุจริตในประเทศ
ประเด็นนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญสำหรับ ป.ป.ช. ที่จะต้องสร้างความชัดเจนและโปร่งใสในการดำเนินการ เพื่อให้สังคมมั่นใจได้ว่าองค์กรนี้ยังคงยึดมั่นในหลักการยุติธรรมและธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง