นักวิชาการธรรมศาสตร์ชี้ 5 แนวทาง รัฐยกระดับสื่อสารวิกฤตน้ำมัน ลดสับสน สร้างความเข้าใจ
นักวิชาการธรรมศาสตร์แนะ 5 แนวทางสื่อสารวิกฤตน้ำมันให้ประชาชนเข้าใจ ลดตื่นตระหนก และสร้างความร่วมมือ ตั้งแต่ข้อมูลเชิงประจักษ์ถึงการมีส่วนร่วม
ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวนอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านพลังงาน ซึ่งการสื่อสารจากภาครัฐมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจ ลดความตื่นตระหนก และกระตุ้นความร่วมมือจากประชาชน ผศ. ประไพพิศ มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอ 5 แนวทางที่ภาครัฐสามารถนำไปยกระดับการสื่อสารในภาวะวิกฤตน้ำมันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แม้ว่าปัจจุบันการดำเนินการจะอยู่ในระดับที่น่าพอใจแล้วก็ตาม

การจัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยสร้างเอกภาพด้านข้อมูล ทำให้ประชาชนมีแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เพียงหนึ่งเดียว ลดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสาร นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมมีบทบาทในการรับรองข้อมูลยังช่วยเสริมความน่าเชื่อถือผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การสื่อสารบรรลุผลสูงสุด รศ. ประไพพิศได้เสนอ 5 แนวทางหลักดังนี้:
5 แนวทางยกระดับการสื่อสารวิกฤตน้ำมันจากนักวิชาการธรรมศาสตร์
1. ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ แทนคำเชิงนามธรรม
- สื่อสารด้วยตัวเลขและหลักฐานที่ชัดเจน: แทนที่จะใช้คำพูดกว้างๆ รัฐควรนำเสนอข้อมูลที่เป็นรูปธรรม เช่น ปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศ ระยะเวลาที่สามารถใช้งานได้ และแผนการจัดหาในอนาคต
- รูปแบบ Dashboard หรือข้อมูลเชิงภาพ: การนำเสนอข้อมูลผ่าน Infographic, Dashboard หรือแผนภูมิจะช่วยให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ช่วยลดความตื่นตระหนกจากข่าวลือ และทำให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดจากการขนส่งไม่ทัน เช่น กรณีที่ ปตท. ชี้แจงว่าความต้องการน้ำมันพุ่งสูงขึ้น 2-3 เท่า ทำให้การขนส่งล่าช้าและเกิดน้ำมันหมดในบางช่วงเวลา

2. บูรณาการการสื่อสารทุกระดับ
- วางระบบสื่อสารจากส่วนกลางถึงพื้นที่: ควรมีระบบที่ทำให้การสื่อสารเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปจนถึงระดับท้องถิ่น เพื่อป้องกันข้อมูลที่ขัดแย้งกับสถานการณ์จริงในพื้นที่ ซึ่งอาจกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนได้
- ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน: สะท้อนแนวคิดที่ รมว.พลังงาน ได้เน้นย้ำในการเรียกประชุมผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่น เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันแก้ไขปัญหาการกระจายน้ำมันล่าช้า
3. สื่อสารตามกลุ่มเป้าหมาย
- ปรับสารให้เหมาะกับแต่ละกลุ่ม: การสื่อสารไม่ควรเป็นแบบ One-size-fits-all ควรแยกสารให้เหมาะสมกับความสนใจและความต้องการของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย
- ตัวอย่าง: สำหรับคนเมือง ควรเน้นทิศทางเศรษฐกิจและราคาน้ำมัน ส่วนเกษตรกรควรเน้นเรื่องต้นทุนเชื้อเพลิงและมาตรการช่วยเหลือ รวมถึงการใช้ช่องทางสื่อสารในชุมชน เช่น หอกระจายข่าว หรือ อสม.
4. แสดงบทบาทเชิงรุกของรัฐ
- มาตรการควบคุมที่เป็นรูปธรรม: รัฐบาลควรแสดงบทบาทเชิงรุกในการควบคุมการกักตุนและการขึ้นราคาที่ไม่เป็นธรรมอย่างชัดเจน
- สร้างความเชื่อมั่น: การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเรียกประชุมด่วนผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นเพื่อแก้ไขปัญหาการกระจายน้ำมันล่าช้า และยืนยันเสถียรภาพพลังงานของประเทศ เป็นตัวอย่างของการแสดงบทบาทเชิงรุกที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้ว่ารัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ได้
5. สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน
- ส่งเสริมให้ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา: รัฐควรส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขวิกฤต เช่น การรณรงค์ลดการใช้พลังงาน
- สื่อสารผลลัพธ์เชิงตัวเลข: การสื่อสารให้เห็นผลลัพธ์เชิงตัวเลขจากการประหยัดพลังงานจะช่วยสร้างแรงจูงใจและความร่วมมือจากประชาชนในวงกว้าง และช่วยให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ตามที่กระทรวงพลังงานมุ่งหวัง
การสื่อสารที่ยึดหลักข้อเท็จจริงและเหตุผลเป็นสำคัญ จะช่วยลดแรงกระตุ้นจากอารมณ์ของสังคม ทำให้ประชาชนสามารถประเมินสถานการณ์บนฐานข้อมูลจริง และลดการขยายความรุนแรงของวิกฤตที่อาจเกินความเป็นจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การบริหารจัดการวิกฤตพลังงานที่ราบรื่นและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศในระยะยาว