วิกฤตน้ำมันวนลูป กองทุนน้ำมันฯติดลบ ทางออก ประเทศไทย อยู่ตรงไหน
สำรวจสถานการณ์วิกฤตน้ำมัน การติดลบของกองทุนน้ำมันฯ และมาตรการรับมือของภาครัฐ พร้อมบทบาทสำคัญของประชาชนในการประหยัดพลังงานเพื่อผ่านพ้นความท้าทายนี้
วิกฤตพลังงานกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีท่าทียืดเยื้อ ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนเกินคาดเดา ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญกับความท้าทายนี้อย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อ "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" ซึ่งเป็นกลไกหลักในการพยุงราคาน้ำมันภายในประเทศ กำลังเผชิญภาวะติดลบอย่างต่อเนื่อง คำถามคือ ท่ามกลางวิกฤตที่วนลูปนี้ ทางออกของประเทศไทยอยู่ตรงไหน?
กองทุนน้ำมันฯ: กลไกพยุงราคาที่กำลังสาหัส
จากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 8 มีนาคม 2569 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบแล้วถึง 786 ล้านบาท และมีแนวโน้มจะติดลบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องใช้เงินอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงสูงถึง 30,000 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อไม่ให้กระทบภาคขนส่ง อุตสาหกรรม และค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งส่งผลต่อราคาสินค้าที่อาจสูงขึ้นตามมา
เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ในปี 2565 กองทุนฯ เคยติดลบสูงสุดถึงแสนล้านบาท จนต้องออก พ.ร.ก. ค้ำประกันให้กองทุนกู้เงิน 150,000 ล้านบาท มาแล้ว แม้ในครั้งนี้จะมีความพยายามเสนอแนวคิดเดียวกัน แต่ติดข้อจำกัดของคณะรัฐมนตรีรักษาการที่ไม่สามารถอนุมัติได้ ทำให้แนวคิดนี้ตกไป
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า กองทุนฯ ยังมีศักยภาพในการบริหารจัดการสภาพคล่อง โดยยังมีวงเงินกู้ได้เองโดยไม่ต้องพึ่งการค้ำประกันจากรัฐบาลอีกประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรองรับสถานการณ์ได้อีกระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลต้องเข้าค้ำประกันเงินกู้ตามกฎหมาย วงเงินดังกล่าวจะถูกนับเป็นหนี้สาธารณะทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

โครงสร้างราคาน้ำมัน: ภาระที่เราแบกรับ
เพื่อให้เข้าใจปัญหามากขึ้น เรามาดูโครงสร้างราคาน้ำมันที่ผู้บริโภคจ่ายกัน ซึ่งประกอบไปด้วย:
- ต้นทุนเนื้อน้ำมัน (40-60%): มาจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตจากโรงกลั่น โดยอ้างอิงราคาตามตลาดกลางภูมิภาคเอเชีย
- ภาษีต่างๆ (30-40%): ได้แก่ ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล (10% ของสรรพสามิต) และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% (ทั้งจากราคาขายส่งและค่าการตลาด) ซึ่งเป็นงบประมาณสำคัญในการพัฒนาประเทศและท้องถิ่น
- กองทุนต่างๆ (5-20%): นอกจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาแล้ว ยังมีกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อสนับสนุนพลังงานทางเลือกและลดการใช้พลังงาน
- ค่าการตลาด (ประมาณ 10-15%): เป็นต้นทุนและกำไรของผู้ค้าน้ำมันในการบริหารจัดการ
ไทยพร้อมรับมือแค่ไหน? มาตรการและการสำรอง
แม้กองทุนน้ำมันฯ จะติดลบ แต่ภาครัฐยืนยันว่ายังสามารถบริหารจัดการได้ และสถานการณ์พลังงานของไทยยังอยู่ในระดับ 1-2 เท่านั้น
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ได้ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และย้ำว่ากระทรวงพาณิชย์จับตาราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด รัฐบาลได้ตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อประสานงานและเตรียมมาตรการเพิ่มเติมหากสถานการณ์ยืดเยื้อ
ในด้านน้ำมันสำรอง นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ยืนยันว่า ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองพร้อมใช้รวมกว่า 95 วัน ซึ่งแบ่งเป็นน้ำมันที่อยู่ในประเทศ 39-40 วัน น้ำมันระหว่างขนส่ง 26 วัน และน้ำมันที่ทำสัญญาซื้อขายแล้วอีก 30 วัน ปัญหาน้ำมันขาดแคลนบางปั๊มที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เกิดจากความตื่นตระหนกของประชาชนที่แห่เติมน้ำมันถึง 3 เท่า ทำให้ระบบโลจิสติกส์ไม่ทัน ปัจจุบันสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติแล้ว

ทางออกของประเทศไทย: รัฐ-ราษฎร์ร่วมใจ
รัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการต่างๆ เพื่อลดผลกระทบ เช่น การปรับสูตรส่วนผสมไบโอดีเซลโดยเพิ่มการใช้ปาล์มน้ำมัน รวมถึงการทบทวนการใช้มันสำปะหลังและอ้อย เพื่อเพิ่มเอทานอลผสมในเบนซินมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แนวคิด Work from Home (WFH) สำหรับข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ถูกเสนอ เพื่อลดการเดินทางและประหยัดพลังงาน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดในสถานการณ์ความไม่แน่นอนนี้ คือ ความร่วมมือจากประชาชนในการช่วยกันประหยัดพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้รถยนต์ส่วนตัวเท่าที่จำเป็น การใช้ขนส่งสาธารณะ หรือการลดการใช้ไฟฟ้าในบ้านเรือน ทุกการกระทำเล็กๆ น้อยๆ สามารถรวมพลังเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขวิกฤตนี้ได้
วิกฤตพลังงานครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ถึงความยืดหยุ่นของประเทศไทย ทั้งในเชิงนโยบายภาครัฐและการปรับตัวของประชาชน ด้วยการบริหารจัดการที่รอบคอบและพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เราจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้อีกครั้ง