สบน. ชี้กองทุนน้ำมันติดลบหนัก กระทบหนี้สาธารณะ: รัฐบาลใหม่จ่อรื้อแผนการคลังรับมือ
สบน.เตือนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบหนัก อาจกระทบหนี้สาธารณะของไทย รัฐบาลใหม่เตรียมทบทวนแผนการคลังและงบประมาณปี 2570 พร้อมรักษาเพดานวินัยการคลัง
สถานการณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้ออกมาส่งสัญญาณความกังวลว่า การติดลบของกองทุนน้ำมันฯ ที่หนักขึ้นเรื่อยๆ อาจส่งผลกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะของประเทศ และถือเป็นความท้าทายสำคัญที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องเร่งเข้ามารับมือและทบทวนแผนการคลังครั้งใหญ่
กองทุนน้ำมันฯ ติดลบหนัก: ภาระหนี้ที่ไม่อาจมองข้าม
นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการ สบน. ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า หนี้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะมาจากการกู้ยืมเงินตามกรอบวงเงินที่กำหนด หรือการกู้ยืมเพิ่มเติม ล้วนถูกนับรวมเป็นหนี้สาธารณะของประเทศ เนื่องจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงถือเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ปัจจุบัน (ณ วันที่ 15 มีนาคม 2569) กองทุนน้ำมันฯ มีสถานะติดลบรวมแล้วกว่า 12,605 ล้านบาท โดยมีบัญชีน้ำมันที่ยังเป็นบวกอยู่ 25,016 ล้านบาท แต่กลับถูกฉุดให้ติดลบหนักด้วยบัญชีก๊าซ LPG ที่ติดลบสูงถึง 37,621 ล้านบาท ซึ่งสถานการณ์นี้อาจเปลี่ยนแปลงตัวเลขประมาณการหนี้สาธารณะต่อ GDP ได้หากกองทุนฯ ยังต้องพึ่งพาการกู้ยืมอย่างต่อเนื่อง

การอุดหนุนดีเซล: มาตรการเร่งด่วนเพื่อประคองราคา
เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติเพิ่มเงินอุดหนุนน้ำมันดีเซลเป็น 20.36 บาทต่อลิตร (ณ วันที่ 16 มีนาคม 2569) เพื่อตรึงไม่ให้ราคาน้ำมันดีเซลทะลุ 30 บาทต่อลิตร ซึ่งมาตรการระยะสั้นนี้ แม้จะเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็สะท้อนถึงแรงกดดันมหาศาลที่กองทุนฯ กำลังเผชิญ และส่งผลให้สถานะทางการเงินของกองทุนฯ ยิ่งตึงเครียดขึ้นไปอีก
พื้นที่หนี้สาธารณะและทางออกของภาครัฐ
แม้ว่า สบน. จะยืนยันว่าประเทศไทยยังมีพื้นที่สำหรับหนี้สาธารณะเหลืออยู่ประมาณ 4% ก่อนจะแตะเพดานที่ 70% ของ GDP (ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 66%) ซึ่งถือว่ายังไม่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ แต่ปัจจัยอย่างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงก็อาจทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นได้ ดังนั้น กระทรวงการคลัง, สบน. และกรมสรรพสามิต จึงได้มีการหารือแนวทางเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตราคาพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยมีมาตรการต่างๆ ที่อาจนำมาใช้ ได้แก่
- การแก้พระราชกฤษฎีกา เพื่อเปลี่ยนแปลงกรอบวงเงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
- การพิจารณาออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ของกองทุนน้ำมันฯ (คล้ายกับช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนที่กองทุนฯ ติดลบกว่า 1 แสนล้านบาท)
- การพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ซึ่งหากลดลง 1 บาทต่อลิตร รัฐจะสูญเสียรายได้ประมาณ 2,700 - 2,800 ล้านบาทต่อเดือน

รัฐบาลใหม่กับภารกิจทบทวนแผนการคลัง
ผู้อำนวยการ สบน. เน้นย้ำว่า แผนการคลังระยะปานกลาง (Medium Term Fiscal Framework: MTFF) จะต้องถูกทบทวนครั้งใหม่ทันทีที่ได้รัฐบาลชุดใหม่ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายใหม่ๆ ของรัฐบาล และเพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ซึ่งขณะนี้ได้มีการจัดทำตารางไทม์ไลน์และหารือเบื้องต้นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว อย่างไรก็ตาม สบน. ยังคงยืนยันถึงความสำคัญของการรักษาวินัยการคลัง โดยต้องการให้คงเป้าหมายการขาดดุลการคลังไม่เกิน 3% ของ GDP ไว้ตามเดิม เพราะเป็นมาตรฐานสำคัญที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Ratings) ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นแนวทางที่ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
วิกฤตกองทุนน้ำมันฯ ที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงหนี้สาธารณะ จึงเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับรัฐบาลใหม่ ที่จะต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังของประเทศในระยะยาว