ประชุมสภา 2569: จับตาโหวตนายกฯ คนใหม่ ใครจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศ?
เกาะติดการประชุมสภา 19 มี.ค. 2569 เพื่อโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่ "อนุทิน-ณัฐพงษ์" แข่งเดือด! วิเคราะห์กติกาและทิศทางการเมืองไทย.
การเมืองไทยเข้าสู่ช่วงสำคัญอีกครั้ง เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 สภาผู้แทนราษฎรได้เปิดประชุมครั้งสำคัญเพื่อพิจารณาวาระเร่งด่วน นั่นคือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่จะเป็นผู้กุมบังเหียนนำพาประเทศไปข้างหน้า ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยการจับจ้องจากทุกภาคส่วน
วาระเร่งด่วน: แต่งตั้งประธานสภาฯ และโหวตนายกฯ
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เริ่มต้นขึ้นในเวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม วาระแรกคือการแจ้งต่อที่ประชุมให้รับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

หลังจากนั้น ที่ประชุมได้เข้าสู่วาระสำคัญที่สุด คือการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นหัวใจของการประชุมในครั้งนี้
แคนดิเดตนายกฯ และกระบวนการเสนอชื่อ
สำหรับการเสนอชื่อบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีผู้ถูกเสนอชื่ออย่างเป็นทางการ 2 ท่านหลักๆ ได้แก่:
- นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อโดยนายไชยชนก ชิดชอบ สส. บัญชีรายชื่อ
- นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชน เสนอชื่อโดยนายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ
แม้จะมีกระแสข่าวว่าพรรคกล้าธรรมอาจเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เข้าร่วมชิงตำแหน่งด้วย แต่ในการเปิดประชุมเริ่มต้นมีเพียงสองชื่อนี้ที่ถูกเสนออย่างเป็นทางการ
ตามข้อกำหนด พรรคการเมืองที่จะเสนอชื่อบุคคลต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ไม่น้อยกว่า 5% ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด (หรือ 25 ที่นั่ง) และต้องมี สส. รับรองการเสนอชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด รวมถึงผู้ที่ถูกเสนอชื่อต้องอยู่ในบัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคตนเอง
กติกาการอภิปรายและลงคะแนนเสียง
ก่อนการลงคะแนน ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีแต่ละท่านจะได้รับโอกาสในการกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ เพื่อประกอบการตัดสินใจของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้ ยังมีการจัดสรรเวลาในการอภิปรายอย่างชัดเจน โดยแบ่งเวลาให้กับฝ่ายที่สนับสนุนนายอนุทิน และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย (สนับสนุนนายณัฐพงษ์) ฝ่ายละ 70 นาที ซึ่งรวมถึงเวลาของผู้ที่อภิปราย เวลาประท้วง และเวลาของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ

ประเด็นสำคัญที่ประธานสภาฯ และสมาชิกได้ตกลงกันคือ ขอให้การอภิปรายเน้นไปที่คุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ เพื่อให้การประชุมดำเนินไปอย่างเรียบร้อยและมีสาระ
สำหรับการลงคะแนนเสียง จะกระทำโดยวิธีเปิดเผย ด้วยการเรียกชื่อสมาชิกตามลำดับตัวอักษร จากนั้นสมาชิกจะขานชื่อผู้ที่ตนเองเลือก หรือ “งดออกเสียง” ผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีต้องได้รับคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อได้ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป
วิเคราะห์ท่าทีและการคาดการณ์
สถานการณ์ก่อนการโหวตเต็มไปด้วยการวิเคราะห์ท่าทีจากพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรม ซึ่งถูกจับตาว่าจะโหวตสนับสนุนแคนดิเดตฝ่ายใด มีรายงานว่าพรรคกล้าธรรมเองก็มีแนวโน้ม "เสียงแตก" ในการลงคะแนน
มีการคาดการณ์ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล อาจได้รับเสียงสนับสนุนทะลุ 300 เสียง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงเอกภาพภายในพรรคร่วมรัฐบาล ในขณะที่ฝ่ายค้านอาจประสบปัญหาการขาดเอกภาพในการลงคะแนนเสียง ทิศทางของประเทศต่อจากนี้จึงขึ้นอยู่กับผลการโหวตครั้งประวัติศาสตร์นี้
การประชุมสภาครั้งนี้จึงมิใช่เพียงแค่การทำตามขั้นตอน แต่เป็นการกำหนดอนาคตทางการเมืองของประเทศไทย และเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนควรติดตามอย่างใกล้ชิด