พลิกบทบาท: "พิพัฒน์ รัชกิจประการ" กับภารกิจนำทัพ ครม. และคุมเข้มราคาน้ำมัน
เจาะลึกบทบาทของ "พิพัฒน์ รัชกิจประการ" รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในสถานการณ์น้ำมันล่าสุด การเป็นประธาน ครม. แทน และนโยบายที่ส่งผลต่อประชาชน
ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายทางเศรษฐกิจและพลังงาน ชื่อของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากสาธารณชน ด้วยบทบาทที่โดดเด่นทั้งในการบริหารจัดการสถานการณ์ราคาน้ำมันและเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทนผู้นำประเทศ
บทบาทสำคัญกับการดูแลราคาน้ำมัน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้ออกมาเปิดเผยถึงทิศทางราคาน้ำมันที่จะมีการปรับขึ้นในวันที่ 18 มีนาคม 2569 โดยระบุว่ารัฐบาลจะปล่อยให้ราคาน้ำมันทั้งเบนซินและดีเซลขยับขึ้นตามกลไกตลาด อย่างไรก็ตาม สำหรับน้ำมันดีเซลนั้น จะมีการทยอยปรับขึ้นเป็นหลักสตางค์ และยืนยันว่าจะตรึงราคาไว้ไม่ให้เกิน 33 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชนมากจนเกินไป

การปรับราคาน้ำมันในครั้งนี้เป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป สอดคล้องกับมาตรการรับมือของรัฐบาลหลังจากมาตรการตรึงราคาดีเซลสิ้นสุดลง โดยมีการติดตามสถานการณ์ราคาในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การปรับราคาเป็นไปอย่างสมเหตุสมผลและลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม
ไขข้อข้องใจเรื่องน้ำมันขาดแคลน: การขนส่งคือหัวใจสำคัญ
ท่ามกลางความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมันที่บางสถานีบริการอาจไม่มีน้ำมันจำหน่าย นายพิพัฒน์ได้ออกมายืนยันว่า ประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้งานถึง 96 วัน (ข้อมูล ณ วันที่ 16 มีนาคม 2569) ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นไม่ใช่การขาดแคลนน้ำมัน แต่เป็นเรื่องของ ระบบการขนส่งที่ไม่ทัน

โดยเฉพาะสถานีบริการขนาดเล็กหรือปั๊มหลอดที่ไม่มีแบรนด์ ซึ่งมีจำนวนมากถึงประมาณ 23,000 แห่ง มักประสบปัญหาการจัดส่งน้ำมัน ทำให้รถจำนวนมากต้องหันไปใช้บริการสถานีบริการของบริษัทแม่ที่มีแบรนด์ใหญ่ เช่น ปตท., เชลล์, บางจาก ซึ่งมีประมาณ 10,000 แห่ง ทำให้เกิดความหนาแน่นและการเตรียมการไม่ทัน การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะมีการหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อวางมาตรการที่เหมาะสมต่อไป
ประธาน ครม. แทน นายกรัฐมนตรี
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจและความรับผิดชอบที่นายพิพัฒน์ได้รับ คือการเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 แทน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
การปฏิบัติหน้าที่ประธาน ครม. ในครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากนายกรัฐมนตรีอนุทิน และรัฐมนตรีอีกหลายท่านติดภารกิจปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16 - 18 มีนาคม 2569 ในการประชุมดังกล่าว มีวาระสำคัญที่ต้องจับตา เช่น การเสนอมาตรการดูแลราคาสินค้าในสถานการณ์วิกฤตตะวันออกกลาง และรายงานมาตรการดูแลราคาพลังงานจากศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)
จากบทบาทที่หลากหลายและสำคัญยิ่งนี้ จะเห็นได้ว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้เข้ามามีส่วนร่วมและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การพลังงาน และการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อนำพาประเทศผ่านพ้นสถานการณ์ท้าทายต่างๆ ไปได้อย่างราบรื่นและมั่นคง