นักวิชาการฟันธง: พรรคประชาชนจับมือพรรคกล้าธรรมตั้งรัฐบาล...หนทางไม่ง่าย
ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ วิเคราะห์โอกาสพรรคประชาชนและพรรคกล้าธรรมจับมือจัดตั้งรัฐบาล ชี้เป็นไปได้ยาก ด้วยพลวัตฝ่ายค้านและความมั่นใจของผู้กองธรรมนัส
ท่ามกลางการเมืองที่พลิกผันไม่แน่นอน ประเด็นร้อนที่หลายคนจับตาคือความเป็นไปได้ในการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะเมื่อมีกระแสข่าวการผนึกกำลังกันระหว่างพรรคแกนนำฝ่ายค้านอย่าง "พรรคประชาชน" และ "พรรคกล้าธรรม" ที่ปัจจุบันยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลชุดใหม่ อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล ได้ออกมาให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า โอกาสที่สองพรรคนี้จะจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลนั้นเป็นไปได้ยาก ด้วยปัจจัยและพลวัตทางการเมืองหลายประการที่ซับซ้อนกว่าที่เห็น

ความเปราะบางของเอกภาพฝ่ายค้าน
ผศ.ดร.สุวิชา วิเคราะห์ว่า การที่พรรคประชาชน ซึ่งมี สส. 120 เสียง จะผนึกกำลังกับพรรคกล้าธรรมที่มี 58 เสียง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลนั้นเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง ข้อสังเกตหนึ่งคือการโหวตเลือกประธานสภาที่ผ่านมา ซึ่งแม้พรรคประชาชนจะส่งคนลงชิง แต่ก็ไม่สามารถชนะโหวตได้ ขณะที่พรรคกล้าธรรมเอง แม้จะไม่ได้ร่วมรัฐบาล แต่อาจโหวตสนับสนุนผู้สมัครจากฝั่งรัฐบาล เพราะยังไม่ใช่การโหวตนายกรัฐมนตรี สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึง ความไม่เป็นเอกภาพภายในฝ่ายค้าน โดยเฉพาะหากพรรคกล้าธรรมไม่ยกมือสนับสนุนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชนในการโหวตนายกรัฐมนตรี นั่นย่อมแสดงชัดเจนว่า "ฝ่ายค้านต่างคนต่างทำงาน" และบางพรรคอาจเป็นฝ่ายค้านแบบประนีประนอม รอจังหวะเวลาที่เหมาะสมจะกลับไปร่วมกับขั้วอำนาจเดิม
"ผู้กองธรรมนัส" กับท่าทีที่เหนือคาดหมาย
สถานการณ์ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้ทำการขนย้ายสิ่งของออกจากห้องทำงานรองนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างเป็นทางการ หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ประกาศปิดดีลจัดตั้งรัฐบาล 291 เสียง โดยไม่มีพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล "อนุทิน 2"
อย่างไรก็ตาม ท่าทีของร.อ.ธรรมนัสกลับสร้างความประหลาดใจแก่หลายฝ่าย เขาปรากฏตัวด้วยรอยยิ้มและท่าทางที่แจ่มใส ผิดวิสัยผู้ที่กำลังจะอำลาตำแหน่ง พร้อมกล่าวถ้อยคำที่ชวนให้ตีความว่า "ผมอาจจะไปไม่นาน แล้วจะกลับมาอย่างที่เคยเห็น" ประโยคนี้สะท้อนถึงความมั่นใจว่าตนเองยังคงมี "แต้มต่อ" หรือ "ไพ่ตาย" บางอย่างอยู่ในมือ ไม่ใช่คำอำลาของคนแพ้ แต่เป็นการส่งสัญญาณว่านี่อาจเป็นเพียง "ช่วงพักครึ่ง" ทางการเมืองของพรรคกล้าธรรมและตัวเขาเอง
58 เสียงกล้าธรรม: ตัวแปรสำคัญที่ยากจะคาดเดา
ผศ.ดร.สุวิชา ชี้ว่าถึงแม้จะมีกระแสข่าวเรื่องการติดต่อพรรคกล้าธรรมให้ "แปลงร่างเป็นงู" แต่ก็เชื่อว่าจะยังไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างร.อ.ธรรมนัสและนายอนุทินนั้น แม้จะไม่ได้ร่วมรัฐบาลกันแล้ว แต่ก็มีการมองว่า "มิตรภาพทางการเมืองไม่จีรัง" วันหนึ่งอาจต้องแยกทางกัน แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรู นี่อาจเป็นการถอยเพื่อก้าวกระโดด หรือเป็นการรอจังหวะที่เหมาะสม
ด้วยจำนวน 58 เสียงของพรรคกล้าธรรม ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจพลิกผันการเมืองได้ทุกเมื่อ การแสดงออกของร.อ.ธรรมนัสบ่งชี้ว่า เขาพร้อมรับบทบาททุกหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่ไม่ใช่ "ฝ่ายแค้น" หลายคนมองว่านี่ไม่ใช่จุดจบของพรรคกล้าธรรม แต่เป็นเพียงการรอคอย "ฉากหน้า" ในสภาที่อาจกลับมามีบทบาทสำคัญในการกำหนดชะตากรรมของรัฐบาลในอนาคต ดังนั้น การที่พรรคประชาชนจะดึงพรรคกล้าธรรมมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลจึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดและประเมินอย่างรอบคอบถึงความเป็นไปได้จริง