ค่าการกลั่นพุ่งสูง: กรมธุรกิจพลังงานแจงชัด กลไกตลาดโลกไม่ใช่กำไรโรงกลั่นล้วน!
ทำความเข้าใจค่าการกลั่นน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น กรมธุรกิจพลังงานชี้เป็นผลจากความต่างราคาน้ำมันดิบและสำเร็จรูปตามตลาดสากล ไม่ใช่กำไรโรงกลั่นล้วนๆ
ประเด็นเรื่อง "ค่าการกลั่นน้ำมัน" กลับมาเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้ง หลังตัวเลขดังกล่าวปรับตัวสูงขึ้น สร้างความสงสัยในหมู่ประชาชนว่าโรงกลั่นกำลังทำกำไรเกินควรหรือไม่ ล่าสุด กรมธุรกิจพลังงาน โดยนายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ได้ออกมาชี้แจงประเด็นร้อนนี้อย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าการปรับขึ้นของค่าการกลั่นเป็นไปตามกลไกตลาดสากล และไม่ได้สะท้อนผลกำไรที่แท้จริงของโรงกลั่นเสมอไป
ทำความเข้าใจ "ค่าการกลั่น" คืออะไร?
ค่าการกลั่น (Refinery Margin) ไม่ใช่กำไรสุทธิที่โรงกลั่นได้รับ แต่คือดัชนีที่บอก "ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูป" ในแต่ละวันตามกลไกตลาดโลก โดยคำนวณจาก:
- ราคาน้ำมันสำเร็จรูป (เช่น เบนซิน, ดีเซล, LPG) ที่อิงตามราคาตลาดภูมิภาคหรือ MOPS สิงคโปร์ (MOPS)
- หักลบด้วยต้นทุนน้ำมันดิบที่เป็นไปตามกลไกการซื้อขายล่วงหน้า
นายสราวุธชี้แจงว่า ดัชนีนี้มีความผันผวนตามสถานการณ์ตลาดโลก มีทั้งช่วงที่เป็นบวกและติดลบ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของตลาดสากล และการปรับขึ้นไม่ได้ถูกกำหนดโดยโรงกลั่นหรือภาครัฐ แต่เป็นผลจากกลไกตลาดเสรี

ค่าการกลั่นพุ่ง ไม่ใช่กำไรโรงกลั่นล้วนๆ
แม้ค่าการกลั่นจะสูง แต่ผู้ประกอบการโรงกลั่นเน้นย้ำว่านี่ไม่ได้หมายถึงกำไรมหาศาลเสมอไป เพราะยังมีปัจจัยและต้นทุนสำคัญอีกหลายส่วนที่ต้องแบกรับ รวมถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน เช่น:
- หากโรงกลั่นไม่มีประสิทธิภาพ แม้ค่าการกลั่นจะสูงก็อาจประสบภาวะขาดทุนได้
- โรงกลั่นต้องรับความเสี่ยงจากการซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าประมาณ 1-2 เดือน ซึ่งในวันที่ซื้อยังไม่ทราบว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่จะขายในอนาคตจะเป็นเท่าใด หากราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกลดลง โรงกลั่นก็ต้องแบกรับการขาดทุน
ต้นทุนแฝงที่ค่าการกลั่นไม่ได้สะท้อน
กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าค่าการกลั่นที่ปรากฏในข่าว (ที่เพิ่มขึ้นจาก 2 บาท เป็นประมาณ 6 บาทต่อลิตร) ยังไม่ได้หักต้นทุนสำคัญหลายรายการที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน ได้แก่:
- ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium): ค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มจากการซื้อน้ำมันดิบคุณภาพดี
- ค่าขนส่งทางเรือ (Freight): ค่าใช้จ่ายในการขนส่งน้ำมันดิบ
- ค่าประกันภัย: ค่าใช้จ่ายในการประกันความเสี่ยงจากการขนส่ง
- นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ, กำไร/ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน, และกำไร/ขาดทุนจากการบริหารความเสี่ยงด้านราคา ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ค่าการกลั่นไม่สามารถสะท้อนผลประกอบการที่แท้จริงได้ทั้งหมด และในบางช่วงเวลา ค่าการกลั่นอาจต่ำจนไม่ครอบคลุมต้นทุนการดำเนินงาน แต่โรงกลั่นยังต้องผลิตต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ขาดแคลนพลังงานในประเทศ

แล้วค่าการกลั่นมีผลต่อราคาหน้าปั๊มหรือไม่?
ประเด็นสำคัญที่ประชาชนอยากทราบคือ ค่าการกลั่นที่สูงขึ้นจะมีผลต่อราคาที่เราจ่ายหน้าปั๊มหรือไม่? นายสราวุธยืนยันว่า ค่าการกลั่นไม่ได้มีผลโดยตรงต่อราคาที่ประชาชนจ่าย ณ สถานีบริการ เนื่องจากราคาขายปลีกจะอิงจากราคาหน้าโรงกลั่นซึ่งเป็นราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป บวกด้วยภาษีและกองทุนต่างๆ ตามกลไกตลาดเสรี อย่างไรก็ตาม ในบางช่วงเวลา เช่น สถานการณ์สงคราม ราคาสำเร็จรูปอาจพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากความตื่นตระหนกของตลาด (Panic) แม้ต้นทุนน้ำมันดิบจะยังไม่ปรับขึ้นก็ตาม
รัฐบาลและการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ
รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของสถานการณ์พลังงานและกำลังดำเนินการอย่างใกล้ชิด โดยมอบหมายให้กระทรวงพลังงานร่วมกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ติดตามสถานการณ์ จัดทำฉากทัศน์เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือประชาชน นอกจากนี้ ยังมีแผนการบริหารจัดการพลังงานในหลายด้าน ได้แก่:
- การทบทวนราคาน้ำมันดีเซล: หลังสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาในวันที่ 16 มีนาคม รวมถึงการปรับขึ้นราคาเบนซินให้สอดคล้องกับกลไกตลาด
- การปรับเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล: จาก B7 เป็น B10 และอาจขยายไปถึง B20 เหมือนที่เคยใช้ในอดีต
- การสำรองน้ำมันดิบ: ปัจจุบันไทยมีน้ำมันดิบสำรองเพียงพออีก 98 วัน
- การเจรจานำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย: เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและจัดหาน้ำมันทดแทนจากแหล่งอื่น โดยในเชิงเทคนิคโรงกลั่นไทยสามารถรองรับน้ำมันดิบจากรัสเซียได้
จะเห็นได้ว่า การทำความเข้าใจกลไกราคาพลังงานมีความซับซ้อนมากกว่าที่คิด การชี้แจงจากกรมธุรกิจพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และยืนยันถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการบริหารจัดการพลังงานเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน