น้ำมันขึ้น: ถอดรหัสวิกฤตพลังงานโลก ผลกระทบต่อไทย และแนวทางการสร้างความมั่นคงในยุคผันผวน

เจาะลึกสถานการณ์ "น้ำมันขึ้น" ทั่วโลกจากวิกฤตตะวันออกกลาง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย พร้อมมาตรการรับมือจากกระทรวงพลังงาน.

น้ำมันขึ้น: ถอดรหัสวิกฤตพลังงานโลก ผลกระทบต่อไทย และแนวทางการสร้างความมั่นคงในยุคผันผวน

ในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างแยกไม่ออก เหตุการณ์หนึ่งในซีกโลกย่อมส่งแรงกระเพื่อมไปถึงอีกซีกโลกได้เสมอ และไม่มีสถานการณ์ใดจะสะท้อนความจริงข้อนี้ได้ชัดเจนเท่ากับความผันผวนของ "ราคาน้ำมัน" ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงและสร้างความกังวลไปทั่วโลกในขณะนี้ การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขบนหน้าจอ แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงความไม่มั่นคงทางพลังงานที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของผู้คน ภาคธุรกิจ และภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคของทุกประเทศ บทความนี้จะพาทุกท่านเจาะลึกสถานการณ์ "น้ำมันขึ้น" จากข้อมูลข่าวจริง วิเคราะห์ถึงสาเหตุ ผลกระทบต่อประเทศไทย และสำรวจแนวทางที่ทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันสร้างความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต

ต้นตอของวิกฤต: เมื่อภูมิรัฐศาสตร์จุดชนวนราคาน้ำมันโลก

ข่าวการสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ณ ใจกลางกรุงเตหะราน เมื่อช่วงเช้าของวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 (ตามที่ระบุในรายงานข่าว) ได้กลายเป็นชนวนสำคัญที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก การปะทุขึ้นของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอีกครั้ง ไม่เพียงแต่สร้างความวิตกด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่นคง และการทหาร แต่ยังสร้างความหวั่นไหวอย่างรุนแรงต่อแวดวงธุรกิจ เศรษฐกิจ และชีวิตประจำวันของผู้คนที่พึ่งพาน้ำมันเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อน ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 7% ในเวลาอันรวดเร็ว ทะลุ 70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สำหรับน้ำมันดิบ WTI และอยู่ในช่วง 75-85 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลโดยเฉลี่ย สะท้อนถึงความอ่อนไหวของตลาดพลังงานโลกที่เชื่อมโยงกับเสถียรภาพทางการเมืองอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจของเส้นทางน้ำมันโลกที่โลกจับตา

แกนกลางของความกังวลทั้งหมดคือ "ช่องแคบฮอร์มุซ" (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านและโอมาน ช่องแคบแห่งนี้เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของโลกในการขนส่งน้ำมันดิบและของเหลวปิโตรเลียมอื่น ๆ โดยมีปริมาณการขนส่งสูงถึงราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนมหาศาลถึง 20% ของปริมาณการใช้ทั้งหมดทั่วโลก ตามข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐอเมริกาในปี 2024

ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซนั้นไม่อาจมองข้ามได้ เพราะน้ำมันส่งออกส่วนใหญ่จากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก ต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้ก่อนที่จะถูกส่งมอบให้กับผู้ซื้อทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภคพลังงานขนาดใหญ่ หากสถานการณ์ความไม่สงบในดินแดนที่มีพรมแดนติดกับช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ หรือเลวร้ายที่สุดคือมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ว่าจะบางส่วนหรือทั้งหมด ผลกระทบย่อมเป็นหายนะต่ออุปทานพลังงานทั่วโลก ราคาจะพุ่งทะยานจนควบคุมไม่ได้ และจะสร้างวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ภาพประกอบ

ประเทศไทยกับความเสี่ยงจากวิกฤต "น้ำมันขึ้น": ภาระหนักที่ต้องแบกรับ

ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ โดยพึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันดิบมาเพื่อการกลั่นใช้ในประเทศถึงประมาณ 85% ของความต้องการใช้ทั้งหมด และที่น่ากังวลคือเกือบทั้งหมดของปริมาณน้ำมันดิบที่เรานำเข้ามาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้เน้นย้ำถึงความเปราะบางนี้

ไทยพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางแค่ไหน?

จากข้อมูลในปี 2568 โดยกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน พบว่าราว 57% ของน้ำมันดิบเพื่อเข้ากลั่นต่อวัน มาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยในจำนวนนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เป็นแหล่งจัดหาที่สำคัญที่สุด ด้วยสัดส่วนสูงถึง 39.4% ของปริมาณน้ำมันดิบเข้ากลั่นทั้งหมด ตามมาด้วยซาอุดีอาระเบียที่ 11.3% แม้ประเทศไทยจะไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านโดยตรง แต่เนื่องจากเส้นทางการขนส่งน้ำมันดิบที่ผลิตจากภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีพื้นที่ติดกับอิหร่านและโอมาน ทำให้ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในดินแดนนี้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของไทยอย่างมีนัยสำคัญ

การพึ่งพิงภูมิภาคเดียวในสัดส่วนที่สูงเช่นนี้ ทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงอย่างมากต่อความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันในตลาดโลก เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการนำเข้าของไทยก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ ทำให้เงินตราต่างประเทศไหลออกมากขึ้น และยังสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทในที่สุด

กระทรวงพลังงานเร่งรับมือ: มาตรการด่วนเพื่อความมั่นคงของชาติ

เพียงหนึ่งวันหลังเหตุการณ์สังหารผู้นำอิหร่าน (ตามข่าว) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ โดยได้สั่งการและจัดประชุมศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานทันที เพื่อติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดและประเมินผลกระทบต่อประเทศ

มาตรการสำคัญที่กระทรวงพลังงานได้ประกาศใช้และเตรียมพร้อม ได้แก่:

  • การระงับการส่งออกน้ำมัน: เพื่อสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ใช้เพื่อความมั่นคงภายในประเทศให้เพียงพอในภาวะวิกฤต โดยมีข้อยกเว้นสำหรับ สปป.ลาว โดยจะยังส่งน้ำมันให้บางส่วน เนื่องจากไทยยังคงพึ่งพาพลังงานจาก สปป.ลาว เพื่อผลิตไฟฟ้าในบางช่วงเวลา อย่างไรก็ตาม จะมีการเข้มงวดตรวจสอบไม่ให้มีการส่งต่อไปยังประเทศที่ 3 และจำกัดปริมาณสำหรับบางประเทศที่มีสัญญาซื้อขายก่อนหน้านี้ เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำมันสำรองของไทยจะไม่รั่วไหลออกไป
  • เตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: หากจำเป็นต้องตรึงราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศ เพื่อบรรเทาภาระของประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก "น้ำมันขึ้น" โดย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะเป็นบวกอยู่ที่ 2,459 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเงินทุนหมุนเวียนที่สามารถนำมาใช้ในการพยุงราคาได้ แต่การใช้กองทุนนี้ก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความยั่งยืนในระยะยาวหากสถานการณ์ยืดเยื้อ
  • เร่งหาแหล่งน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม (LPG) และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สำรองเพิ่มเติม: แม้ประเทศไทยจะมีน้ำมันสำรองไว้ใช้ได้ประมาณ 60 วัน แต่เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว กระทรวงพลังงานได้วางแผนปรับเปลี่ยนแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ไปยังฝั่งแอฟริกาตะวันตกและอเมริกา ซึ่งคาดว่าจะสามารถจัดหาและจัดส่งได้ภายในปลายเดือนเมษายนนี้ การเปลี่ยนแปลงแหล่งนำเข้าย่อมหมายถึงต้นทุนการขนส่งที่อาจสูงขึ้น และการปรับเปลี่ยนข้อกำหนดทางเทคนิคในการกลั่น แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงแหล่งเดียว
  • การบริหารจัดการ LNG: สำหรับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไทยต้องนำเข้าจากกาตาร์และต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้น กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ และได้เจรจาจัดหา Spot LNG จากรายอื่น ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งพิจารณาเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงโรงกลั่นและโรงแยกก๊าซ เพื่อลดผลกระทบต่อปริมาณสำรอง แต่การจัดหา Spot LNG อาจมีราคาสูงกว่าที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำหนด และอาจส่งผลกระทบต่อราคา Pool Gas ในที่สุด
  • ขอความร่วมมือจากภาคเอกชน: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ขอให้ภาคเอกชนปรับแผนการผลิตสินค้าให้เหมาะสม ลดการใช้พลังงานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงการตรวจสอบและขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันไม่ให้มีการกักตุนน้ำมันเกินความจำเป็น เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสในช่วงวิกฤต
ภาพประกอบ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย: แรงกดดันจาก "น้ำมันขึ้น"

สถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ได้ปรับตัวลงอย่างรุนแรง สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุน

ตลาดหุ้นไทยปรับฐานครั้งใหญ่ รับความผันผวนและความไม่แน่นอน

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ปิดที่ระดับ 1,466.51 จุด ลดลงถึง 61.75 จุด หรือคิดเป็น 4.04% ด้วยมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 113,077 ล้านบาท นับเป็นการปรับฐานอย่างมีนัยสำคัญของตลาดหุ้นไทย หลังจากที่วิ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่องถึง 7 สัปดาห์ และบวกไปกว่า 300 จุด การปรับตัวลงแรงนี้ได้รับแรงกดดันจากหลายปัจจัย:

  • ความไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลาง: สถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังไม่มีทิศทางชัดเจน สร้างความกังวลและกระตุ้นให้นักลงทุนเทขายเพื่อลดความเสี่ยง
  • Sentiment เชิงลบจากตลาดหุ้นยุโรป: ตลาดหุ้นยุโรปที่เปิดมาในช่วงบ่ายและร่วงลงอย่างหนัก ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย
  • ราคาน้ำมัน WTI พุ่งสูง: ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ที่พุ่งทะลุ 70 เหรียญ/บาร์เรล และปรับขึ้นกว่า 7% สร้างความกังวลว่าจะเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อและกระทบต่อเศรษฐกิจ
  • การเทขายก่อนวันหยุด: นักลงทุนไทยส่วนใหญ่ไม่ต้องการถือหุ้นข้ามวันหยุดทำการของตลาดหลักทรัพย์ ทำให้เกิดแรงเทขายหุ้นใหญ่อย่าง DELTA และ GULF ออกมาอย่างหนัก เพื่อลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันในช่วงที่ตลาดปิดทำการ

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า การปรับฐานครั้งนี้จะลึกแค่ไหนขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลางว่าจะยืดเยื้อหรือมีพัฒนาการอย่างไร หุ้นกลุ่มพลังงานเองก็ได้รับผลกระทบแตกต่างกัน เช่น PTTEP ซึ่งเป็นหุ้นในกลุ่มต้นน้ำ (สำรวจและผลิตปิโตรเลียม) กลับได้รับผลบวกจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น เนื่องจากสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ในขณะที่ PTT ซึ่งมีธุรกิจโรงกลั่นและโรงไฟฟ้า กลับถูกฉุดให้ปรับตัวลง เนื่องจากต้นทุนน้ำมันดิบที่ใช้ในการกลั่นและผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น แต่การส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคอาจทำได้ไม่เต็มที่นัก

น้ำมันขึ้นกดดันเงินเฟ้อ: ภาระผู้บริโภคและภาคธุรกิจ

หนึ่งในผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดจากสถานการณ์ "น้ำมันขึ้น" คือแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นโดยตรงส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร อาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค หรือแม้แต่ค่าบริการต่าง ๆ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้มักจะถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภคในรูปของราคาสินค้าที่แพงขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

ภาวะเงินเฟ้อจะกัดกร่อนกำลังซื้อของประชาชน ทำให้เงินในกระเป๋าของแต่ละคนซื้อสินค้าได้น้อยลง ลดทอนความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย และอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและปานกลางจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากสัดส่วนรายจ่ายด้านพลังงานและการขนส่งต่อรายได้ค่อนข้างสูง การที่กระทรวงพลังงานเตรียมใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าพยุงราคาก็เป็นหนึ่งในมาตรการเร่งด่วนเพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อนี้ แต่ก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาชั่วคราว และต้องพิจารณาถึงภาระของกองทุนในระยะยาวหากราคาน้ำมันยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง

แนวทางรับมือและอนาคตพลังงานไทย: สร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน

แม้สถานการณ์ "น้ำมันขึ้น" จะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ประเทศไทยก็มีแนวทางในการรับมือเพื่อลดผลกระทบ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ผ่านกลยุทธ์ที่รอบด้านและบูรณาการ

  • กระจายความเสี่ยงแหล่งนำเข้าพลังงาน: การที่กระทรวงพลังงานเร่งเจรจาหาแหล่งน้ำมันดิบและ LNG จากภูมิภาคอื่น ๆ เช่น แอฟริกาและอเมริกา เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการลดการพึ่งพิงภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความเสี่ยงสูง การสร้างความหลากหลายของแหล่งพลังงาน จะช่วยลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือภัยธรรมชาติในภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง
  • บริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างรอบคอบ: กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือสำคัญในการพยุงราคาและบรรเทาภาระของประชาชน แต่การใช้กองทุนนี้ต้องทำอย่างมีวินัยและรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการช่วยเหลือประชาชนในระยะสั้น กับความยั่งยืนของกองทุนในระยะยาว รัฐบาลอาจจำเป็นต้องพิจารณากลไกการปรับราคาน้ำมันให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น ควบคู่ไปกับมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางโดยตรง
  • ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด: นี่คือมาตรการที่จำเป็นและส่งผลดีในระยะยาว การขอความร่วมมือจากภาคเอกชนในการปรับแผนการผลิต ลดการใช้พลังงาน รวมถึงการรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ระบบขนส่งสาธารณะ การดูแลรักษารถยนต์ให้มีประสิทธิภาพ การปิดไฟที่ไม่จำเป็น หรือการเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน จะช่วยลดความต้องการพลังงานโดยรวมของประเทศ และลดการพึ่งพิงการนำเข้าในที่สุด
  • เร่งพัฒนาและลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือก: นี่คือหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืน การลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวล หรือพลังงานน้ำ จะช่วยลดการพึ่งพิงเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ผันผวนด้านราคา การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงาน รวมถึงการกำหนดนโยบายและมาตรการจูงใจที่ชัดเจน จะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมพลังงานสะอาด และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว
  • การร่วมมือระหว่างประเทศ: การที่ประเทศไทยเข้าร่วมและมีบทบาทในเวทีความร่วมมือด้านพลังงานในระดับภูมิภาค เช่น อาเซียน หรือระดับโลก จะช่วยให้ไทยสามารถแบ่งปันข้อมูล แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการรับมือกับวิกฤตพลังงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น

วิกฤต "น้ำมันขึ้น" ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงบททดสอบความสามารถในการบริหารจัดการพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศไทยท่ามกลางความผันผวนของโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสอันดีที่จะผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานของประเทศให้ก้าวไปสู่ความยั่งยืนยิ่งขึ้น การเตรียมพร้อม การปรับตัวอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญที่สุดคือความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้อย่างเข้มแข็ง และสร้างอนาคตพลังงานที่มั่นคงสำหรับประเทศไทย

Read more

3 เครื่องบินรบสหรัฐฯ ตกจาก 'Friendly Fire' ในคูเวต: บทเรียนจากความผิดพลาดกลางสมรภูมิเดือด

3 เครื่องบินรบสหรัฐฯ ตกจาก 'Friendly Fire' ในคูเวต: บทเรียนจากความผิดพลาดกลางสมรภูมิเดือด

เจาะลึกเหตุการณ์ 3 เครื่องบินรบสหรัฐฯ ตกจาก Friendly Fire ในคูเวต ท่ามกลางความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน พร้อมวิเคราะห์สาเหตุและผลกระทบต่อภูมิรัฐศาสตร์.

By ทีมงาน devdog
วิกฤตสตาร์ราชันย์! เมื่อ "เอ็มบัปเป้" เข่าเดี้ยงสะเทือน "ลาลิกา" และความหวัง UCL

วิกฤตสตาร์ราชันย์! เมื่อ "เอ็มบัปเป้" เข่าเดี้ยงสะเทือน "ลาลิกา" และความหวัง UCL

เจาะลึกวิกฤตอาการบาดเจ็บของคิลิยัน เอ็มบัปเป้ หัวหอกเรอัล มาดริด ความไม่พอใจทีมแพทย์ และบทบาทสำคัญของวินิซิอุส จูเนียร์ ในการนำทัพราชันย์ฝ่าวิกฤตในลาลิกาและแชมเปียนส์ลีก.

By ทีมงาน devdog
VALORANT Masters Santiago: เจาะลึกความพร้อมก่อนศึกระดับโลก พร้อมถ่ายทอดสดโดย VALO2ASIA

VALORANT Masters Santiago: เจาะลึกความพร้อมก่อนศึกระดับโลก พร้อมถ่ายทอดสดโดย VALO2ASIA

เจาะลึก VALORANT Masters Santiago การแข่งขันระดับโลกครั้งแรกของปี พร้อมสรุปงานแถลงข่าว Pre-event รายชื่อทีมเด่น และช่องทางถ่ายทอดสดโดย VALO2ASIA

By ทีมงาน devdog
ตามรอยราชัน: เจาะลึกความท้าทายของ Real Madrid ในการล่าแชมป์ La Liga และบทเรียนจาก Getafe

ตามรอยราชัน: เจาะลึกความท้าทายของ Real Madrid ในการล่าแชมป์ La Liga และบทเรียนจาก Getafe

สำรวจเส้นทางล่าแชมป์ของ Real Madrid ใน La Liga เผชิญหน้ากับ Getafe ปัญหา Camavinga และประตูสุดสวยของ Satriano พร้อมวิเคราะห์ความยืดหยุ่นของราชันชุดขาว

By ทีมงาน devdog