โรเบิร์ต มุลเลอร์: อดีตผู้อำนวยการ FBI และหัวหน้าคณะสอบสวนคดีรัสเซีย-ทรัมป์ ผู้เป็นตำนาน ถึงแก่กรรม
เปิดประวัติโรเบิร์ต มุลเลอร์ อดีตผู้อำนวยการ FBI ผู้พลิกโฉมองค์กรหลัง 9/11 และหัวหน้าคณะสอบสวนคดีรัสเซียแทรกแซงเลือกตั้งสหรัฐฯ ผู้ล่วงลับ
วงการการเมืองและกระบวนการยุติธรรมของสหรัฐฯ ได้สูญเสียบุคคลสำคัญ โรเบิร์ต เอส. มุลเลอร์ ที่ 3 (Robert S. Mueller III) อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) และหัวหน้าคณะอัยการพิเศษในการสอบสวนคดีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งปี 2016 ได้ถึงแก่กรรมแล้วด้วยวัย 81 ปี เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2026 แม้สาเหตุการเสียชีวิตยังไม่เป็นที่เปิดเผยในทันที แต่มีรายงานว่าเขาล้มป่วยด้วยโรคพาร์กินสันมาหลายปี การจากไปของมุลเลอร์ได้ทิ้งมรดกอันยาวนานทั้งในฐานะนักกฎหมายผู้ยึดมั่นในความยุติธรรมและข้าราชการผู้เสียสละ
ผู้นำ FBI ผู้ปฏิรูปองค์กรหลังเหตุการณ์ 9/11
โรเบิร์ต มุลเลอร์ เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการ FBI ในเดือนสิงหาคม ปี 2001 เพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนเกิดเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน อันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขามีบทบาทในการปฏิรูปองค์กรอย่างมหาศาล เขาได้เปลี่ยนภารกิจหลักของ FBI จากการมุ่งเน้นการไขคดีอาชญากรรมภายในประเทศ มาเป็นการป้องกันการก่อการร้าย ทำให้ FBI กลายเป็นหน่วยงานต่อต้านการก่อการร้ายสมัยใหม่ที่ตอบสนองความท้าทายในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตลอดระยะเวลา 12 ปีในการดำรงตำแหน่ง (2001-2013) มุลเลอร์ได้รับความเชื่อมั่นจากทั้งประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) และ บารัก โอบามา (Barack Obama) ซึ่งอดีตประธานาธิบดีโอบามาเคยกล่าวชมเชยเขาว่าเป็น "หนึ่งในผู้อำนวยการที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ FBI" และยกย่อง "ความมุ่งมั่นที่ไม่หยุดยั้งต่อหลักนิติธรรมและความเชื่อมั่นในค่านิยมพื้นฐานของเรา"
หัวหน้าคณะอัยการพิเศษ: การสอบสวนคดีรัสเซีย-ทรัมป์
หลังจากเกษียณจาก FBI ได้สี่ปี โรเบิร์ต มุลเลอร์ ได้กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งในปี 2017 เมื่อกระทรวงยุติธรรมแต่งตั้งให้เขาเป็นอัยการพิเศษเพื่อดูแลการสอบสวนกรณีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2016 และความเชื่อมโยงกับทีมหาเสียงของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) การสอบสวนนี้ดำเนินไปเป็นเวลาสองปี และกลายเป็นประเด็นร้อนที่กินพื้นที่ข่าวและกำหนดช่วงเวลาส่วนใหญ่ในสมัยแรกของทรัมป์

ผลการสอบสวนและปฏิกิริยาทางการเมือง
- รายงานของมุลเลอร์สรุปว่ารัสเซียได้แทรกแซงการเลือกตั้งปี 2016 เพื่อสนับสนุนทรัมป์ และทีมหาเสียงของทรัมป์ก็ยินดีกับความช่วยเหลือดังกล่าว
- อย่างไรก็ตาม คณะทำงานของมุลเลอร์ไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่ามีการสมรู้ร่วมคิดทางอาญาระหว่างทีมหาเสียงของทรัมป์กับรัสเซีย
- รายงานไม่ได้สรุปว่าทรัมป์กระทำความผิดอาญา แต่ก็ไม่ได้ยืนยันว่าประธานาธิบดีไม่มีความผิดในข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรม
ตลอดการสอบสวน ทรัมป์ได้วิพากษ์วิจารณ์มุลเลอร์อย่างรุนแรง โดยเรียกการสอบสวนว่า "การล่าแม่มด" (witch hunt) และ "การหลอกลวง" (hoax) หลายร้อยครั้ง และพยายามบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของมุลเลอร์ ความบาดหมางนี้ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงสมัยที่สองของทรัมป์ โดยเขาเคยลงนามในคำสั่งผู้บริหารที่พยายามตัดความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานรัฐบาลกลางกับสำนักงานกฎหมาย WilmerHale ซึ่งเป็นอดีตนายจ้างของมุลเลอร์ แม้คำสั่งดังกล่าวจะถูกศาลสั่งยกเลิกในภายหลังว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ตาม
มรดกแห่งความซื่อสัตย์และการรับใช้สาธารณะ
โรเบิร์ต มุลเลอร์ เป็นบุคคลที่มีประวัติการรับใช้ชาติที่โดดเด่น เขาเป็นอดีตนาวิกโยธินผ่านศึกเวียดนาม ได้รับบาดเจ็บสองครั้งในการรบ และได้รับเหรียญกล้าหาญหลายเหรียญ รวมถึง Bronze Star และ Purple Heart หลังสงคราม เขาเข้าศึกษาด้านกฎหมายและได้เริ่มเส้นทางในกระบวนการยุติธรรม
การเสียชีวิตของมุลเลอร์ได้รับการไว้อาลัยจากผู้คนมากมาย ยกเว้น โดนัลด์ ทรัมป์ ที่โพสต์บน Truth Social ว่า "โรเบิร์ต มุลเลอร์เพิ่งตายไป ดีแล้ว ผมดีใจที่เขาตาย เขาไม่สามารถทำร้ายผู้บริสุทธิ์ได้อีกแล้ว!" ซึ่งถูกประณามอย่างรุนแรงจาก ส.ว. อดัม ชิฟฟ์ และผู้นำคนอื่นๆ
ตรงกันข้ามกับคำกล่าวของทรัมป์ อดีตเพื่อนร่วมงานและนายจ้างต่างยกย่องมุลเลอร์อย่างกว้างขวาง เจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการ FBI ที่ถูกทรัมป์ปลด ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการแต่งตั้งมุลเลอร์เป็นอัยการพิเศษ กล่าวว่า "ชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ได้จากไปแล้ววันนี้ ผู้ที่ผมโชคดีที่ได้เรียนรู้และยืนเคียงข้างเขา" สำนักงานกฎหมาย WilmerHale ก็ได้ออกแถลงการณ์ยกย่องมุลเลอร์ว่าเป็น "ผู้นำและข้าราชการผู้โดดเด่น และเป็นบุคคลที่มีความซื่อสัตย์สูงสุด"
การจากไปของ โรเบิร์ต มุลเลอร์ เป็นการปิดฉากชีวิตที่อุทิศตนให้กับการรับใช้ชาติและกฎหมาย เขาเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นต่อความยุติธรรมและความสมบูรณ์ในวิชาชีพ แม้จะมีประเด็นถกเถียงทางการเมืองที่โหมกระหน่ำจากการสอบสวนของเขา แต่ชื่อของมุลเลอร์จะยังคงถูกจดจำในฐานะข้าราชการผู้กล้าหาญและยึดมั่นในหลักการอย่างไม่เปลี่ยนแปลง