ศักดิ์สยาม ชิดชอบ: ป.ป.ช. ยกคำร้องซุกหุ้น สวนทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
เจาะลึกกรณีศักดิ์สยาม ชิดชอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดีซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ สวนทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ชี้ว่าเป็นนิติกรรมอำพราง ติดตามผลกระทบต่อการเมืองไทย
ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตา คือกรณีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ซึ่งล่าสุดมีกระแสข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าได้มีมติยกคำร้องกล่าวหาคดีซุกหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น.

ศาลรัฐธรรมนูญชี้ "นิติกรรมอำพราง" สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยด้วยมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 เสียง ชี้ชัดว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังคงความเป็นเจ้าของหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ที่แท้จริง แม้จะมีการโอนหุ้นมูลค่า 119.5 ล้านบาท ให้นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ไปแล้วก่อนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีก็ตาม
ศาลพิจารณาจากข้อพิรุธหลายประการ ประกอบพฤติการณ์แวดล้อมทั้งปวง โดยมีใจความสำคัญดังนี้:
- ข้อพิรุธด้านการเงิน: ศาลพิจารณาจากฐานะทางการเงินของนายศุภวัฒน์ ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยเพียง 9,000 – 15,000 บาทต่อเดือน ไม่สอดคล้องกับการเข้าซื้อหุ้นมูลค่านับร้อยล้านบาท
- เส้นทางการเงิน: พบว่าเงินที่ใช้ซื้อหุ้นมีที่มาจากนายศักดิ์สยามเอง ผ่านการหมุนเวียนเงินในบริษัทเครือญาติในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการทำธุรกรรม
- การควบคุมและใช้ประโยชน์: มีหลักฐานการสั่งการให้บริษัทจัดซื้อเครื่องบินส่วนบุคคล 12 ล้านบาทเพื่อใช้ในภารกิจทางการเมือง รวมถึงการนำใบเสร็จค่าน้ำมันรถยนต์ส่วนตัวของนายศักดิ์สยามมาเบิกเงินจาก หจก. โดยระบุว่า "ติดตามนาย" แม้จะเป็นช่วงหลังโอนหุ้นแล้วก็ตาม
- เจตนาอำพราง: ศาลมองว่าพฤติการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงเจตนาอำพรางการถือครองหุ้นเพื่อไม่ให้ขาดคุณสมบัติทางการเมือง ซึ่งเป็นการกระทำต้องห้ามตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามสิ้นสุดลงเฉพาะตัว
ป.ป.ช. ยกคำร้องคดีซุกหุ้น สวนทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ?
ท่ามกลางกระแสข่าวการจัดสรรตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ปรากฏข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช. ว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ได้มีมติ ยกคำร้องกล่าวหา นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ กรณีจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กล่าวหาการถือครองหุ้นแทนใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมติดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายน 2568
นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. คนปัจจุบัน ได้ออกมายืนยันข้อมูลเบื้องต้น แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดของมติว่าเป็นการพิจารณาจากสำนวนเดียวกันหรือข้อเท็จจริงชุดเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ และต้องรอตรวจสอบอีกครั้ง การตัดสินใจครั้งนี้ได้สร้างคำถามและความกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายและบรรทัดฐานในการตรวจสอบการทุจริตในสังคม

บทบาท "หลังม่าน" และ หจก.บุรีเจริญฯ
แม้จะถูกเว้นวรรคทางการเมืองจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังคงมีบทบาทสำคัญอยู่เบื้องหลังการเมืองพรรคภูมิใจไทย โดยถือเป็น "ขุนพลข้างกาย" นายเนวิน ชิดชอบ หรือ "ครูใหญ่บุรีรัมย์" เปรียบเสมือนผู้จัดการรัฐบาลในการวางหมากจัดตั้ง "รัฐบาลสีน้ำเงิน" ในปัจจุบัน
สำหรับ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น นั้น สื่อมวลชนเคยเปิดโปงว่าได้รับงานโครงการก่อสร้างจากหน่วยงานรัฐในสังกัดกระทรวงคมนาคมจำนวนมาก มูลค่าหลายพันล้านบาท ในช่วงปี 2562-2566 โดยที่ตั้งเดิมของบริษัทเคยเป็นที่อยู่เดียวกับนายศักดิ์สยาม ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและเคยถือหุ้นบริษัทนี้มาตั้งแต่แรก ก่อนที่จะมีการโอนหุ้นให้นายศุภวัฒน์ในปี 2561 ซึ่งต่อมาถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นนอมินี
บทสรุป: บรรทัดฐานใหม่และการตรวจสอบ
การที่ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไปในทิศทางตรงกันข้าม ได้สร้างคำถามและความกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายและบรรทัดฐานในการตรวจสอบการทุจริต การจับตาดูการชี้แจงรายละเอียดจาก ป.ป.ช. รวมถึงผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณะในกระบวนการยุติธรรม จึงเป็นสิ่งที่สังคมยังคงต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด