สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว: ผู้นำคณะเจรจาประนอม UNCLOS ปักหมุดเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา
ครม. แต่งตั้ง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นหัวหน้าคณะเจรจาประนอม UNCLOS กับกัมพูชา ย้ำไทยมุ่งแก้ปัญหาเขตแดนทางทะเลเท่านั้น ไม่รวม JDA.
ท่ามกลางความท้าทายด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการกำหนดเขตแดนทางทะเลที่ยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหว คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มอบหมายภารกิจสำคัญแก่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้เป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทยในกระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อหารือกับกัมพูชา ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของนายสีหศักดิ์เท่านั้น แต่ยังเน้นย้ำถึงจุดยืนที่ชัดเจนของไทยในการแก้ไขปัญหาเขตแดนทางทะเลให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม
บทบาทสำคัญในภารกิจแห่งชาติ
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย โดยมีนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ เอกอัครราชทูต ณ กรุงคูเวต เป็นรองหัวหน้าคณะ เพื่อร่วมคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญภายใต้ UNCLOS ในการแก้ไขข้อพิพาทเกี่ยวกับอาณาเขตทางทะเลกับกัมพูชา

นอกจากนี้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับคณะทำงาน ฝ่ายไทยยังได้คัดเลือกผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลระดับโลกอีก 2 ท่านมาร่วมเป็นคณะกรรมาธิการประนอม ได้แก่ ศ.ดร. รูดิเกอร์ โวล์ฟรุม ชาวเยอรมนี วัย 84 ปี และผู้พิพากษาอัลเบิร์ต เจ. ฮอฟฟ์แมน ชาวแอฟริกาใต้ วัย 71 ปี ซึ่งทั้งสองท่านล้วนเคยดำรงตำแหน่งอดีตประธานศาลระหว่างประเทศว่าด้วยกฎหมายทะเล (ITLOS) มาแล้ว ถือเป็นการตอกย้ำถึงความตั้งใจของไทยในการดำเนินการด้วยความเป็นมืออาชีพและตามหลักกฎหมายสากล
ทำความเข้าใจกระบวนการประนอมภาคบังคับ UNCLOS
กระบวนการ 'ประนอมภาคบังคับ' (Compulsory Conciliation) ได้รับการริเริ่มโดยฝ่ายกัมพูชาเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 โดยอ้างเหตุผลว่าประเทศไทยได้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU 44) จึงทำให้ขาดช่องทางในการเจรจาทวิภาคี ซึ่งฝ่ายไทยโดยนายสีหศักดิ์ได้แสดงความประหลาดใจกับจุดยืนดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทยได้ชี้แจงมาโดยตลอดว่าการยกเลิก MOU 44 มีวัตถุประสงค์เพื่อ "เริ่มต้นการเจรจาทวิภาคีในบริบทใหม่" ภายใต้กรอบของ UNCLOS ซึ่งควรเป็นไปในลักษณะของการพูดคุยกันก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ

สิ่งสำคัญที่นายสีหศักดิ์เน้นย้ำคือ ขอบเขตหน้าที่ของคณะกรรมาธิการประนอมไม่ใช่ศาล ผลการทำงานจะเป็นเพียงการสนับสนุนแนวทางในการแก้ปัญหาต่างๆ เท่านั้น และฝ่ายไทยก็จะต้องนำไปหารือกับฝ่ายกัมพูชาต่อไป
จุดยืนและกรอบการเจรจาของไทย
ประเทศไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตของการประนอมภาคบังคับ ดังนี้:
- มุ่งเน้นการกำหนดเขตแดนทางทะเลและไหล่ทวีปเป็นหลัก: ฝ่ายไทยเชื่อว่ากระบวนการนี้ควรจำกัดอยู่แค่การกำหนดเขตแดนทางทะเลให้ชัดเจนที่สุด หากสามารถทำได้อย่างสมบูรณ์ อาจไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่ทับซ้อนหรือพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) ในอนาคต
- ไม่เห็นด้วยกับการนำเรื่องพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) มาหารือในกรอบนี้: นายสีหศักดิ์กล่าวว่า การนำเรื่องการแบ่งปันทรัพยากรหรือการพัฒนาร่วมกันมาพูดคุยขณะนี้ไม่ได้อยู่ในกรอบของกระบวนการประนอมภาคบังคับ เรื่อง JDA ควรเป็นการหารือทวิภาคีแยกต่างหาก หลังจากที่เขตแดนทางทะเลมีความชัดเจนแล้ว
ความคาดหวังและการดำเนินการต่อไป
หลังจากที่ฝ่ายไทยและกัมพูชามีคณะกรรมาธิการประนอมครบฝ่ายละ 2 คนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการคัดเลือกบุคคลที่ 5 เพื่อมาดำรงตำแหน่งประธานของคณะทำงาน ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 1 เดือนก่อนที่จะเริ่มการพูดคุยอย่างเป็นทางการ ภารกิจนี้จึงเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญทางการทูตและกฎหมายอย่างสูง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยในการกำหนดเขตแดนทางทะเลที่เป็นธรรมและยั่งยืน
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และคณะผู้แทนฝ่ายไทย มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนในเวทีระหว่างประเทศ