สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว: ท่าทีไทยต่อข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชา
รองนายกฯ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ชี้แจงท่าทีไทยกรณีข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชา ย้ำไทยพร้อมรับมือทุกกลไกภายใต้ UNCLOS
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กับสถานการณ์ข้อพิพาททางทะเล: ไทยพร้อมรับมืออย่างไร?
จากกรณีที่รัฐบาลกัมพูชาได้ประกาศเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) เพื่อยุติข้อพิพาทในพื้นที่อ้างสิทธิ์ไหล่ทวีปทับซ้อนในอ่าวไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อ Overlapping Claim Area (OCA) ประเด็นนี้ได้กลายเป็นที่จับตาและก่อให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับทิศทางความสัมพันธ์และแนวทางการแก้ไขปัญหาระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาชี้แจงท่าทีของประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยระบุว่าไทยได้คาดการณ์สถานการณ์เช่นนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว และมีความพร้อมที่จะรับมือกับทุกกลไกภายใต้ UNCLOS
เจตนาของการยกเลิก MOU 2544 และความสำคัญของการเจรจาทวิภาคี
นายสีหศักดิ์ได้อธิบายถึงสาเหตุที่ไทยตัดสินใจยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน พ.ศ. 2544 (MOU 2544) โดยเน้นย้ำว่า:
- การยกเลิก MOU 2544 มีขึ้นเนื่องจากกระบวนการภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีความคืบหน้ามานานกว่า 20 ปี และไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน
- เจตนาที่แท้จริงของไทยคือการเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มต้นการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลใหม่ภายใต้กรอบ UNCLOS ซึ่งทั้งสองประเทศต่างเป็นรัฐภาคีแล้ว
- ไทยเชื่อมั่นว่าการแก้ไขปัญหาโดยตรงระหว่างประเทศเพื่อนบ้านผ่านการเจรจาทวิภาคีเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะนำไปสู่ข้อยุติที่สร้างสรรค์และเป็นที่ยอมรับร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม การที่กัมพูชาเลือกที่จะลัดขั้นตอนไปสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับโดยไม่เปิดโอกาสให้มีการเจรจาโดยตรงก่อน นายสีหศักดิ์มองว่าอาจไม่ได้ช่วยให้การแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นอย่างแท้จริง และอาจมีเจตนาเพื่อสร้างความได้เปรียบหรือตอบสนองต่อกระแสการเมืองภายในประเทศมากกว่า

กระบวนการประนอมภาคบังคับ: ข้อเท็จจริงและความพร้อมของไทย
นายสีหศักดิ์ชี้แจงว่ากระบวนการประนอมภาคบังคับนั้นเป็นหนึ่งในกลไกระงับข้อพิพาทภายใต้ UNCLOS ที่แม้ฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมก็สามารถเริ่มกระบวนการได้ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ:
- ผลของการประนอมภาคบังคับจะเป็นเพียงรายงานข้อเสนอแนะ (recommendations) ของคณะผู้ประนอม ซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อคู่กรณี
- กระบวนการนี้อาจใช้เวลายาวนาน เช่น กรณีติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลียที่ใช้เวลากว่า 2 ปี ซึ่งอาจทำให้การกำหนดเขตแดนหรือการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนล่าช้าออกไป
- แม้ผลการประนอมจะออกมา ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงต้องหารือกันโดยตรงต่อไปเพื่อหาทางออกร่วมกัน
ในส่วนของประเทศไทย นายสีหศักดิ์ยืนยันว่าไทยมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการดำเนินการตามกระบวนการของ UNCLOS โดยได้เตรียมการมาสักระยะหนึ่งแล้ว ทั้งการเตรียมผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและผู้ประนอมฝ่ายไทย รวมถึงการหารือกับที่ปรึกษากฎหมายชาวฝรั่งเศส เพื่อประเมินแนวทางและความเป็นไปได้ของสถานการณ์
นายสีหศักดิ์ยังกล่าวด้วยว่า การตัดสินใจของกัมพูชาเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อการพูดคุยในมิติอื่น ๆ ที่กัมพูชาเองก็ต้องการความคืบหน้า เช่น ความมั่นคงตามแนวชายแดน หรือการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี เพราะพื้นฐานสำคัญของการเจรจาคือความไว้เนื้อเชื่อใจและความจริงใจ
ประเทศไทยขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถปกป้องผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างเต็มที่ และพร้อมตอบสนองต่อทุกกลไกที่กัมพูชาเลือกใช้ พร้อมทั้งจะเร่งชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะทูตานุทูตเพื่อป้องกันข้อมูลที่คลาดเคลื่อน