“โสภณ ซารัมย์” ผงาด “ประธานสภาฯ” จาก “โส ซาเล้ง” สู่ “ประมุขนิติบัญญัติ”
เจาะลึกเส้นทางชีวิต โสภณ ซารัมย์ จากวัยเด็กที่ถีบซาเล้งหาเลี้ยงชีพ สู่การเป็นประมุขนิติบัญญัติผู้มากประสบการณ์ ตรวจสอบวิสัยทัศน์ประธานสภาฯ คนที่ 35
เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง ด้วยการลงมติเลือก นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ เขต 2 พรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 35 ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 289 เสียง เอาชนะนายพริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน ที่ได้รับ 123 คะแนน การผงาดขึ้นสู่ตำแหน่ง “ประมุขนิติบัญญัติ” ของ “โสภณ ซารัมย์” หรือที่หลายคนรู้จักกันในนาม “โส ซาเล้ง” สะท้อนถึงเส้นทางชีวิตที่ไม่ธรรมดา จากจุดเริ่มต้นที่ต้องถีบรถซาเล้งเพื่อการศึกษา สู่จุดสูงสุดของอำนาจนิติบัญญัติ.

“โสภณ ซารัมย์”: ประธานสภาฯ คนใหม่ กับชัยชนะที่ไร้ข้อกังขา
การลงคะแนนลับในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความคาดหมายของหลายฝ่าย โดยนายโสภณ ซึ่งถูกวางตัวให้เป็น “ประมุขรัฐสภา” มาตั้งแต่ต้น ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกรัฐสภาอย่างเด็ดขาด สะท้อนถึงประสบการณ์และความสามารถที่ได้รับการยอมรับตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีในเส้นทางการเมืองของเขา ผลการลงมติในที่ประชุมที่ดำเนินไปอย่างฉลุยนี้ แสดงให้เห็นถึงฉันทามติที่ชัดเจนในการมอบหมายให้ สส.บุรีรัมย์ 8 สมัยผู้นี้ เข้ามาทำหน้าที่ควบคุมการดำเนินงานของสภาฯ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนระบอบประชาธิปไตย.
จาก “โส ซาเล้ง” สู่เส้นทางนักการเมืองผู้มากประสบการณ์
นายโสภณ ซารัมย์ หรือ “ตุ๋ง” เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2502 ณ บ้านหนองเก้าข่า จังหวัดบุรีรัมย์ เส้นทางชีวิตของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ภายหลังจบครุศาสตรบัณฑิต สาขาการประถมศึกษา จากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ เข้ารับราชการครู แต่ในระหว่างที่ศึกษาเล่าเรียนนั้น นายโสภณ ต้องถีบรถซาเล้งรับจ้างเพื่อหารายได้เสริมส่งเสียตัวเองเรียน ทำให้หลายคนรู้จักเขาในนาม “โส ซาเล้ง” ซึ่งเป็นฉายาที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและชีวิตที่เริ่มต้นจากศูนย์
ในปี 2535 ชีวิตของนายโสภณได้ก้าวเข้าสู่ถนนสายการเมืองอย่างเต็มตัว โดยได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก และจากนั้นมาเขาก็ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เป็น สส.บุรีรัมย์อย่างต่อเนื่องถึง 8 สมัย ผ่านสังกัดพรรคการเมืองมาแล้วหลายพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคสามัคคีธรรม ชาติไทย ไทยรักไทย พลังประชาชน และปัจจุบันคือพรรคภูมิใจไทย ที่ซึ่งเขาเป็นหนึ่งใน “ขุนพล” คนสำคัญ และมีความใกล้ชิดกับนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคอย่างมาก
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นายโสภณได้ดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย อาทิ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม และประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา รวมถึงเคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ประสบการณ์อันโชกโชนเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในกลไกของงานนิติบัญญัติและบริหาร.
วิสัยทัศน์ “ประมุขนิติบัญญัติ” เพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน
ในการแสดงวิสัยทัศน์ก่อนการลงมติ นายโสภณได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำประสบการณ์ในอดีตร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาสภาผู้แทนราษฎร เขามุ่งมั่นที่จะให้สภาฯ เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง โดยนำเรื่องราวความทุกข์ร้อนของประชาชนมาปรึกษาหารือ ตั้งกระทู้ และญัตติ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังต้องการเห็นการตรวจสอบถ่วงดุลของฝ่ายนิติบัญญัติที่มีคุณภาพ สมดุล และเป็นเหตุเป็นผล
นายโสภณยังให้ความสำคัญกับการบัญญัติกฎหมาย โดยมุ่งหวังให้มีการสังคายนาปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัยโดยเร็วที่สุด รวมถึงการเสนอกฎหมายใหม่ที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์ และมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารนำไปใช้ในการฝ่าวิกฤติต่างๆ ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ เขาเชื่อว่าประชาชนไม่ต้องการเห็นสภาฯ ใช้วาทกรรมเอาชนะคะคาน แต่ต้องการเห็นการทำงานที่เป็นรูปธรรม และหวังอย่างยิ่งว่าสภาฯ ชุดนี้จะเป็นต้นแบบและที่พึ่งที่หวัง เป็นสภาที่สง่างาม เพื่อดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข.
การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานสภาฯ ของ “โสภณ ซารัมย์” ไม่เพียงแต่เป็นหมุดหมายสำคัญในเส้นทางชีวิตของเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ว่าความมุ่งมั่น อดทน และประสบการณ์ สามารถนำพาคนจากจุดเริ่มต้นที่ยากลำบาก สู่ตำแหน่งสูงสุดในอำนาจนิติบัญญัติได้.