S&P 500 ทะยานทำจุดสูงสุดใหม่: ฟองสบู่กำลังแตก หรือนี่คือยุคทองของ AI?
วิเคราะห์ตลาดหุ้น S&P 500 ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ปัจจัยหนุนจาก AI และกำไรบริษัท พร้อมสำรวจความกังวลเรื่องฟองสบู่และมุมมองจากนักวิเคราะห์ชั้นนำ.
ดัชนี S&P 500 หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงสร้างประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการทำจุดสูงสุดใหม่หลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดคำถามสำคัญในหมู่นักลงทุนว่า ตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ หรือนี่คือสัญญาณของยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่แท้จริง บทความนี้จะเจาะลึกปัจจัยขับเคลื่อนและความกังวลต่างๆ จากรายงานข่าวล่าสุด
S&P 500 เดินหน้าทำนิวไฮ ปัจจัยหนุนจาก AI และราคาน้ำมัน
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง โดยดัชนี S&P 500 ทะยานแตะระดับ 7,520.36 จุด และ 7,570 จุด ซึ่งเป็นสถิติใหม่ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน (ที่มา: CNBC, ที่มา: XTB.com) ปัจจัยหลักที่ผลักดันการเติบโตนี้มีดังนี้:
- กระแส AI ที่ร้อนแรง: หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ รายงานระบุว่านักลงทุนมองหาผู้ผลิตชิปหน่วยความจำเพื่อเล่นกับตลาด AI ที่เป็นขาขึ้น
- ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน: บริษัทส่วนใหญ่ในไตรมาสแรกทำผลงานได้ดีเกินคาด โดยเฉพาะในกลุ่ม AI (ที่มา: thestandard.co)
- ราคาน้ำมันที่ลดลง: ความหวังเรื่องการฟื้นฟูการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซสู่ระดับก่อนสงคราม ทำให้ราคาน้ำมันดิบลดลงอย่างมาก ซึ่งช่วยหนุนความเชื่อมั่นของตลาด (ที่มา: CNBC, ที่มา: XTB.com)

สัญญาณเตือน "ฟองสบู่" หรือ "Lost Decade" ที่ต้องจับตา?
แม้ตลาดจะอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ก็มีความกังวลเพิ่มขึ้นจากนักวิเคราะห์หลายสำนักใน Wall Street ที่เตือนว่าตลาดอาจ "แพงเกินไป" แล้ว ตัวชี้วัดอย่าง CAPE Ratio (Cyclically Adjusted Price-to-Earnings Ratio) บ่งชี้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีมูลค่าใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตดอทคอมในปี 2000 ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะ "ฟองสบู่แตก" และตามมาด้วยช่วง "Lost Decade" ที่ S&P 500 อาจให้ผลตอบแทนต่ำเพียง 3-5% ต่อปี (ที่มา: thestandard.co)
มุมมองสวนทาง: ทำไม S&P 500 อาจไม่เข้าสู่ภาวะฟองสบู่แตก?
ในอีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์บางส่วน เช่น กรรณ์ หทัยศรัทธา จากบริษัทหลักทรัพย์ CGS International ให้มุมมองว่า S&P 500 มีโอกาสน้อยมากที่จะเข้าสู่ Lost Decade ด้วยเหตุผลดังนี้:
- Forward P/E ที่แตกต่าง: ปัจจุบัน Forward P/E ของกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีอยู่ที่ประมาณ 25 เท่า ซึ่งต่ำกว่าช่วงฟองสบู่ดอทคอมปี 2000 ที่สูงถึง 50 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ
- กฎระเบียบที่รัดกุมขึ้น: สถาบันการเงินในสหรัฐฯ ถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตการเงินคล้ายปี 2008 มีน้อยลง
- ศักยภาพการทำกำไรในอนาคต: CGS ประเมินว่าประมาณการกำไรต่อหุ้น (Forward EPS) ของ S&P 500 จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปี 2027 จะอยู่ที่ 380 ดอลลาร์ และ 430 ดอลลาร์ในปี 2028 เมื่อใช้ค่า PE ที่ 20 เท่า จะได้มูลค่าที่เหมาะสมของดัชนีที่ 7,600-8,400 จุด ซึ่งถือว่าราคาปัจจุบัน (7,500 จุด) ยังเป็นระดับกลางๆ ไม่ได้แพงเกินไป
Goldman Sachs ปรับเป้าหมาย S&P 500 แตะ 8,000 จุด
สอดคล้องกับมุมมองเชิงบวก Goldman Sachs สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลก ได้ประกาศปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี S&P 500 สิ้นปี 2026 ขึ้นเป็น 8,000 จุด จากเดิม 7,600 จุด โดยมีปัจจัยหนุนจากการเติบโตของผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทในดัชนี S&P 500 ในปี 2026 และ 2027 ให้สูงขึ้น (ที่มา: bangkokbiznews) อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs เตือนว่าราคาหุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้พุ่งแซงหน้าคาดการณ์กำไรล่วงหน้าไปแล้ว
บทสรุป
การปรับตัวขึ้นของ S&P 500 ที่ทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง เป็นการผสมผสานระหว่างความเชื่อมั่นในนวัตกรรม AI ผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และสถานการณ์ภายนอกที่เอื้ออำนวย แม้จะมีความกังวลเรื่องการประเมินมูลค่าที่สูงเกินไป แต่ปัจจัยพื้นฐานและมุมมองระยะยาวจากนักวิเคราะห์ชั้นนำยังคงบ่งชี้ถึงศักยภาพการเติบโต การลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในยุค AI จึงยังคงเป็นสิ่งที่น่าจับตาและต้องอาศัยการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ เพื่อคว้าโอกาสและบริหารความเสี่ยงไปพร้อมกัน