ตราสารหนี้ไทย: เติบโตท่ามกลางความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงในตลาดทุน
อัปเดตสถานการณ์ตลาดตราสารหนี้ไทยครึ่งปีแรก 2569 ทั้งการเติบโต หุ้นกู้ผิดนัดชำระ และทิศทางในครึ่งปีหลัง พร้อมคำแนะนำสำหรับนักลงทุน
ในโลกของการลงทุนที่ผันผวน ตราสารหนี้ ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงและผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ แต่สถานการณ์ตลาดตราสารหนี้ไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับทั้งโอกาสและความท้าทาย ในบทความนี้ เราจะพาคุณเจาะลึกภาพรวมของตลาดตราสารหนี้ไทยในครึ่งปีแรก 2569 พร้อมทั้งวิเคราะห์แนวโน้มและปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนควรรู้
ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ไทยครึ่งปีแรก 2569
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) รายงานว่า ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 ตลาดตราสารหนี้ไทยมีมูลค่าคงค้างรวมสูงถึง 18.3 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นประมาณ 96% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้น 2.0% จากสิ้นปี 2568 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของพันธบัตรรัฐบาล
สำหรับการออก หุ้นกู้เอกชน ระยะยาวในครึ่งปีแรก มีมูลค่ารวม 409,670 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยส่วนใหญ่เป็นการออกหุ้นกู้ในกลุ่ม Investment Grade (มีการจัดอันดับเครดิตดี) อุตสาหกรรมหลักที่มียอดการออกหุ้นกู้สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มพลังงาน กลุ่มการเงิน และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม กลุ่มอสังหาริมทรัพย์มีการออกหุ้นกู้ใหม่ลดลง สะท้อนถึงความระมัดระวังของนักลงทุนและสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยสำหรับบางบริษัทในภาคส่วนนี้

วิกฤตหนี้ผิดนัดชำระ: ความท้าทายที่ต้องจับตา
แม้ตลาดจะเติบโต แต่ปัญหาการ ผิดนัดชำระหนี้ ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ ThaiBMA เฝ้าระวัง ในช่วงครึ่งปีแรก 2569 มีหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระจากผู้ออก 7 ราย มูลค่ารวม 7,422 ล้านบาท ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนที่มี 8 ราย มูลค่า 8,319 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีหุ้นกู้ที่มีการปรับโครงสร้างหนี้จากผู้ออกอีก 7 ราย มูลค่า 1,188 ล้านบาท
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ ThaiBMA ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของตลาดตราสารหนี้ หลังจากพบปัญหาการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น และมีข้อเสนอแนะในการเพิ่มบทบาทการกำกับดูแลตลาดแรก เพื่อป้องกันไม่ให้ช่องโหว่ทางกฎหมายถูกนำไปใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด
ทิศทางตลาดตราสารหนี้ครึ่งปีหลัง และบทบาทนักลงทุนต่างชาติ
ThaiBMA คาดการณ์ว่า มูลค่าการออกหุ้นกู้เอกชนในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 880,000 – 900,000 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าบริษัทขนาดใหญ่ยังคงมีความต้องการระดมทุนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยยังคงเอื้ออำนวย และจะมีหุ้นกู้ครบกำหนดชำระรวมกว่า 416,877 ล้านบาท ซึ่ง 90% เป็นกลุ่ม Investment Grade ส่วนหุ้นกู้กลุ่ม High Yield (รวมถึง Non-rated bond) ที่เหลืออีก 10% และบางส่วนที่ได้ยืดหนี้ไปแล้ว มีแนวโน้มสูงที่จะยืดหนี้ต่อหรือไม่ได้ออกหุ้นกู้ชุดใหม่
ด้านกระแสเงินทุนจาก นักลงทุนต่างชาติ ในไตรมาส 2/2569 ยังคงซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยอีก 10,453 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 30,043 ล้านบาท และมียอดถือครองตราสารหนี้ไทยรวม 9.47 แสนล้านบาท คิดเป็น 5.2% ของมูลค่าคงค้างตลาด โดยอายุคงเหลือเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่ต่างชาติถือครองเพิ่มขึ้นเป็น 8.5 ปี สะท้อนถึงความเชื่อมั่นระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวม Yield Curve ของพันธบัตรไทยปรับตัวลดลงจากวันก่อนหน้าประมาณ 2-6 bps. เนื่องจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือน มิ.ย. 2569 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ สอดคล้องกับการคาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ตลอดช่วงครึ่งหลังของปีนี้
สรุปและข้อคิดสำหรับนักลงทุน
ตลาดตราสารหนี้ไทยในปี 2569 ยังคงแสดงการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ Investment Grade จากบริษัทขนาดใหญ่ แต่ขณะเดียวกันก็เผชิญกับความท้าทายจากปัญหาหนี้ผิดนัดชำระที่ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูง
สำหรับนักลงทุน การทำความเข้าใจสถานการณ์ตลาด การประเมินความเสี่ยงของผู้ออกหุ้นกู้ และการพิจารณาอันดับเครดิต จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจลงทุนในตราสารหนี้ เพื่อให้สามารถบริหารพอร์ตการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้