รัฐบาลไทยรับมือวิกฤตพลังงาน: แผนฉุกเฉิน, ดีลน้ำมันรัสเซีย และประเด็นค่าการกลั่น
เจาะลึกแผนฉุกเฉินรัฐบาลไทยรับมือวิกฤตน้ำมัน, ดีลซื้อน้ำมันรัสเซีย, เตรียมปรับขึ้นเบนซิน-ดีเซล และประเด็นค่าการกลั่นที่น่าจับตา.
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนระอุ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งทะยานสู่ระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง ประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลไทยจึงเร่งงัด "แผนฉุกเฉิน" เข้ามาบริหารจัดการวิกฤต เพื่อประคองเศรษฐกิจและบรรเทาภาระประชาชน พร้อมพิจารณาทางเลือกใหม่ ๆ อย่างการเจรจาซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และเตรียมรับมือกับการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินในอนาคต
แผนฉุกเฉินรับมือสถานการณ์เลวร้ายที่สุด
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่ารัฐบาลได้เตรียม "แผนฉุกเฉินล่วงหน้า" สำหรับกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case Scenario) โดยกระทรวงการคลังกำลังจัดทำฉากทัศน์เศรษฐกิจ (Economic Scenario) เพื่อประเมินผลกระทบจากราคาพลังงานโลกที่ผันผวนสูง ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจนเมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่
มาตรการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อรับมือวิกฤต ได้แก่:
- การจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้รับมือวิกฤต
- การออกพระราชกำหนดค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
- การพิจารณาลดภาษีเพื่อช่วยลดภาระประชาชน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานและสภาพัฒน์ฯ จัดทำฉากทัศน์การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลและเบนซิน พร้อมแนวทางช่วยเหลือประชาชน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการปรับราคาจริง
เปิดทางดีลซื้อน้ำมันดิบรัสเซีย: ทางเลือกใหม่เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน
หนึ่งในมาตรการสำคัญที่กำลังดำเนินการคือ การเปิดทางให้มีการซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย เพื่อเป็นแหล่งพลังงานทดแทนจากแหล่งเดิมในตะวันออกกลางที่กำลังเผชิญวิกฤต นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า หลังสหรัฐฯ ยกเลิกการคว่ำบาตรรัสเซียในการส่งออกน้ำมันดิบ ทำให้ไทยมีโอกาสเจรจาซื้อน้ำมันจากรัสเซียได้ ซึ่งทางกระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการประสานงานกับกลุ่มโรงกลั่นและเทรดเดอร์เพื่อพิจารณารายละเอียดการจัดซื้อ โดยอิงกับราคาน้ำมันดิบเบรนต์เป็นหลัก
อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ ยืนยันว่าโรงกลั่นในประเทศไทยสามารถรองรับน้ำมันดิบจากรัสเซียได้ในเชิงเทคนิค ซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและจัดหาน้ำมันได้เพียงพอ โดยปัจจุบันไทยสามารถสำรองน้ำมันดิบได้นานถึง 98 วัน จากเดิม 92 วัน

ประเด็นร้อน "ค่าการกลั่น" เมื่อโรงกลั่นอู้ฟู่ท่ามกลางวิกฤต
ขณะที่ประชาชนและภาคธุรกิจต้องแบกรับภาระราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลับมีประเด็นเรื่อง "ค่าการกลั่น" ที่กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) พบว่าค่าการกลั่นน้ำมันของโรงกลั่นในไทยเฉลี่ยในต้นเดือนมีนาคม 2569 สูงถึง 6.06 บาทต่อลิตร ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากเดือนมกราคมที่ 2.14 บาทต่อลิตร
ค่าการกลั่น (Refining Margin) คือส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบที่ซื้อมา กับราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ขายออกไปหน้าโรงกลั่น แม้ไม่ใช่กำไรสุทธิทั้งหมด แต่ก็สะท้อนถึงกำไรเบื้องต้นที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ โรงกลั่นยังได้รับประโยชน์จาก "กำไรจากสต็อกน้ำมัน" (Stock Gain) เนื่องจากได้ซื้อน้ำมันดิบไว้ในราคาต่ำก่อนหน้านี้ สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามถึงโครงสร้างราคาพลังงานของไทยที่อาจบิดเบี้ยว และเป็นภาระต่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องเข้ามาอุดหนุนราคา
บทสรุปและอนาคตที่ต้องจับตา
การงัดแผนฉุกเฉิน การเจรจาซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และการเตรียมปรับราคาน้ำมันดีเซล/เบนซิน ล้วนเป็นมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการ เพื่อรับมือกับคลื่นเศรษฐกิจที่เกิดจากวิกฤตพลังงานโลก ความชัดเจนของมาตรการและทิศทางนโยบายเศรษฐกิจที่รอรัฐบาลใหม่ จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาประเทศผ่านพ้นสถานการณ์ที่ท้าทายนี้ไปให้ได้ พร้อมกับการแก้ไขประเด็นค่าการกลั่นให้มีความเป็นธรรมและโปร่งใสยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน