วิกฤตพลังงานจ่อชนเพดานหนี้สาธารณะ: ‘คลัง’ ห่วงค้ำเงินกู้ ‘กองทุนน้ำมัน’
เจาะลึกความกังวลของกระทรวงการคลังต่อภาระเงินกู้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่อาจเร่งให้หนี้สาธารณะไทยชนเพดาน พร้อมมาตรการรับมือวิกฤตพลังงานจากรัฐบาล
จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำมาซึ่งความกังวลต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน เงินเฟ้อ และการเติบโตของเศรษฐกิจไทย รัฐบาลไทยได้พยายามใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการตรึงราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล เพื่อบรรเทาผลกระทบ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญกำลังเกิดขึ้นเมื่อกระทรวงการคลังได้แสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อการค้ำประกันเงินกู้ให้กองทุนน้ำมันฯ ซึ่งอาจเร่งให้หนี้สาธารณะของประเทศพุ่งชนเพดานที่กำหนดไว้
กองทุนน้ำมันฯ กับภาระที่หนักอึ้ง
ปัจจุบัน รัฐบาลยังคงตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าต้นทุนจริงมาก โดยกองทุนน้ำมันฯ ต้องอุดหนุนเฉลี่ยถึงลิตรละ 9.57 บาท ส่งผลให้มีเงินไหลออกจากกองทุนฯ สูงถึงวันละประมาณ 700 ล้านบาท
แม้กองทุนฯ จะยังสามารถดูแลราคาต่อไปได้อีกประมาณ 15 วัน แต่หากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบโลกยังคงสูงยาวนาน การกู้เงินเพิ่มเติมจึงเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเคยดำเนินการมาแล้วในอดีต

เพดานหนี้สาธารณะ: ความท้าทายทางการคลัง
การกู้เงินของกองทุนน้ำมันฯ โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกันนั้น ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสภาพคล่อง แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานะหนี้สาธารณะของประเทศ ตามรายงานจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทย ณ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 66% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลเหลือพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) สำหรับการก่อหนี้หรือค้ำประกันเพิ่มได้อีกเพียง 4% ต่อ GDP เท่านั้น ก่อนที่จะถึงเพดานหนี้สาธารณะสูงสุดที่ 70% ต่อ GDP ตามกรอบวินัยการเงินการคลัง
นี่คือประเด็นที่กระทรวงการคลังแสดงความกังวลอย่างยิ่ง เพราะหากจำเป็นต้องออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน อาจทำให้ประเทศเข้าใกล้หรือแตะเพดานหนี้สาธารณะเร็วกว่าที่คาดไว้ แม้รัฐบาลรักษาการยังสามารถดำเนินการได้ แต่ก็ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อปลดล็อกข้อจำกัด
แผนรับมือวิกฤตพลังงานของรัฐบาล
ในการประชุมเร่งด่วนเพื่อรับมือสถานการณ์พลังงาน นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญสูงสุดในการดูแลประชาชน และสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน โดยมีเป้าหมายทั้งการรักษาเสถียรภาพด้านราคาและการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว (Energy Resilience)

กระทรวงพลังงานได้เสนอแผนรับมือที่หลากหลาย ได้แก่:
- เพิ่มปริมาณน้ำมันสำรอง: ให้ผู้ค้าน้ำมันปรับสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจาก 1% เป็น 3% ภายใน 30 เมษายนนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองได้อีก 7 วัน
- ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก: ปรับเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลในดีเซลจาก B5 เป็น B7 และจูงใจให้ประชาชนใช้แก๊สโซฮอล์ E20 มากขึ้น โดยปรับส่วนต่างราคาให้ถูกลงกว่า E10
- ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG): ขยายมาตรการตรึงราคาออกไปอีก 2 เดือน จนถึงพฤษภาคม 2569
- จัดหา LNG ทดแทน: เร่งจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากแหล่งอื่นเพื่อทดแทนส่วนที่อาจได้รับผลกระทบจากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อยืนยันว่าพลังงานไฟฟ้าจะไม่ขาดแคลน
- มาตรการประหยัดพลังงาน: เสนอมาตรการประหยัดพลังงานในหน่วยงานราชการ เช่น ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26-27 องศา, การแต่งกายสบายๆ, Work From Home, และรณรงค์ให้ประชาชนตรวจสภาพเครื่องยนต์
ในส่วนของการดูแลราคาขายปลีกน้ำมัน รัฐบาลจะยังคงตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ก่อนเป็นเวลา 15 วัน ก่อนที่จะพิจารณาสถานการณ์อีกครั้ง ส่วนกลุ่มเบนซินอาจจำเป็นต้องทยอยปรับขึ้นบ้างตามกลไกตลาดโลก
สถานการณ์พลังงานในปัจจุบันเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการบริหารจัดการทั้งด้านเศรษฐกิจและการคลัง การประคองค่าครองชีพของประชาชนควบคู่ไปกับการรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อไม่ให้หนี้สาธารณะพุ่งชนเพดาน ถือเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยการวางแผนอย่างรอบคอบและมาตรการที่ยืดหยุ่น เพื่อนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้อย่างยั่งยืน