เปิดใจครอบครัวชาวไทย-อิหร่าน: 48 ชั่วโมงแห่งการอพยพหนีภัยสงครามจากเตหะรานถึงกรุงเทพฯ
เปิดใจครอบครัวสุวรรณาที่ต้องหนีภัยสงครามในอิหร่าน สู่การเดินทางกว่า 48 ชม. จากเตหะรานถึงกรุงเทพฯ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดและการเปลี่ยนผู้นำคนใหม่
ท่ามกลางเปลวไฟแห่งความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง เรื่องราวความกล้าหาญและความพยายามในการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ยังคงเป็นแสงนำทางที่สร้างแรงบันดาลใจ ครอบครัวชาวไทย-อิหร่านครอบครัวหนึ่ง ได้เผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ยากลำบากยิ่งกว่าจินตนาการ พวกเขาใช้เวลากว่า 48 ชั่วโมงในการเดินทางข้ามทวีป เพื่อหลบหนีจากสมรภูมิในกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน กลับมายังความปลอดภัยบนแผ่นดินแม่ที่กรุงเทพมหานคร เรื่องราวของพวกเขาไม่เพียงสะท้อนถึงผลกระทบอันเลวร้ายของสงคราม แต่ยังเผยให้เห็นถึงความผูกพันของครอบครัว และความมุ่งมั่นที่จะก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้
เส้นทางหนีภัย: จากเตหะราน สู่ตุรกี และบ้านเกิดที่ไทย
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ณ เวลา 16.05 น. ที่อาคารผู้โดยสารขาเข้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กลุ่มคนไทยชุดแรกจำนวน 29 คน ซึ่งอพยพออกมาจากอิหร่านผ่านทางประเทศตุรกี ได้เดินทางมาถึงโดยสายการบินเตอร์กิชแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ TK68 จากนครอิสตันบูล หนึ่งในนั้นคือครอบครัวของคุณสุวรรณา เพียรทอง ซึ่งประกอบไปด้วยตัวเธอเอง ลูกชายคนเล็ก ลูกสาวคนโต และสามีชาวอิหร่าน พวกเขาคือส่วนหนึ่งของผู้ที่ต้องทิ้งชีวิตประจำวันที่กรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน ซึ่งเป็นบ้านที่เธอใช้ชีวิตในฐานะแม่และประกอบอาชีพส่วนตัวมานานหลายปี
การเดินทางกว่า 48 ชั่วโมงของครอบครัวคุณสุวรรณาเป็นบทพิสูจน์ถึงความอดทนและความหวัง เธอเล่าถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นรอบตัวตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่านปะทุขึ้น “ความรุนแรง ระเบิดมันเกิดทุกวัน รอบเช้า บ่าย กลางวัน เย็น บางทีรอบดึก ตีสี่ตีห้า เราไม่รู้ว่ามันจะมาเมื่อไหร่” คุณสุวรรณากล่าวกับ BBC ไทย ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล ประสบการณ์ตรงจากการได้ยินเสียงระเบิดไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงเช้า บ่าย เย็น หรือแม้แต่ช่วงดึก ทำให้เธอและครอบครัวต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวตลอดเวลา และยิ่งตอกย้ำความจำเป็นที่ต้องอพยพออกมาจากพื้นที่เสี่ยงภัยแห่งนี้ให้เร็วที่สุด

เมื่อชีวิตประจำวันถูกฉีกกระชากด้วยภัยสงคราม
นอกจากความรุนแรงจากเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องไม่หยุดหย่อน ชีวิตประจำวันของคุณสุวรรณาและชาวอิหร่านในกรุงเตหะรานยังเต็มไปด้วยความยากลำบากในการหาซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น สิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่านั้นคือปัญหาการสื่อสาร คุณสุวรรณาเปิดเผยว่า “อินเทอร์เน็ตไม่สามารถใช้การได้จากการโดนตัดทุกช่องทาง” องค์กรฮิวแมนไรท์วอตช์ (Human Rights Watch) รายงานว่า ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ทราฟิกอินเทอร์เน็ตในอิหร่านดิ่งลงถึง 98% ตามข้อมูลจาก Cloudflare Radar แพลตฟอร์มวัดผลเครือข่าย การสื่อสารที่ถูกตัดขาดทำให้การติดต่อกับโลกภายนอกเป็นไปได้ยากยิ่ง เพิ่มความโดดเดี่ยวและความวิตกกังวลให้กับผู้ที่ติดอยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง การขาดแคลนข้อมูลและการไม่สามารถสื่อสารกับคนรักได้ ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก
จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งและผลกระทบที่รุนแรง
สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ภายหลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมายืนยันและอ้างความชอบธรรมของปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ โดยชี้ว่าระบอบการปกครองของอิหร่านเป็นภัยโดยตรงต่อสหรัฐฯ การโจมตีครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่ใจกลางกรุงเตหะราน เมืองหลวงของประเทศ และยังมีการประกาศว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถูกสังหารตั้งแต่วันแรกของการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่นำโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล
ในวันเดียวกันนั้น ยังมีรายงานเสียงระเบิดในเมืองอื่นๆ อีกหลายแห่งทั่วประเทศ เช่น เมืองคาราจ ซึ่งอยู่ใกล้กับกรุงเตหะราน เมืองอิสฟาฮาน และเมืองกอม ทางตอนกลางของประเทศ รวมถึงเมืองเคอร์มานชาห์ ทางตะวันตกของประเทศ เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความกว้างขวางและความรุนแรงของการโจมตีที่ส่งผลกระทบไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ไม่เพียงแต่ชีวิตของผู้คน แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจของประเทศด้วย
การเปลี่ยนแปลงผู้นำสูงสุด: อิหร่านจะไปในทิศทางใด?
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ตึงเครียด สภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่านได้ประกาศเมื่อวันที่ 8 มีนาคม (ตามเวลาท้องถิ่น) ว่า อยาตอลเลาะห์ เซย์เยด โมจตาบา ฮอสเซนี คาเมเนอี บุตรชายของอาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดที่ถูกสังหาร ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ลำดับที่ 3 ของอิหร่าน ด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์จากคณะผู้แทนทรงเกียรติของสภาฯ การประกาศนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการจับตาจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการเสียชีวิตของผู้นำคนก่อน

ประวัติและผลกระทบของการขึ้นสู่อำนาจของโมจตาบา คาเมเนอี
- การสืบทอดอำนาจที่เหนือความคาดหมาย: การขึ้นสู่อำนาจของโมจตาบา ซึ่งเป็นบุตรชายคนรองของผู้นำสูงสุดคนก่อน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เนื่องจากหลังการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ชาวอิหร่านจำนวนมากเชื่อว่าประเทศจะไม่กลับไปสู่ระบบการสืบทอดอำนาจแบบ "พ่อสู่ลูก" อีก การแต่งตั้งครั้งนี้จึงทำให้หลายฝ่ายมองว่าระบบการเมืองของอิหร่านกำลังมีลักษณะคล้ายราชวงศ์มากขึ้น
- บุคคลลึกลับผู้ทรงอิทธิพล: แม้โมจตาบา คาเมเนอี จะไม่เคยได้รับตำแหน่งทางการเมืองสำคัญในรัฐบาลมาก่อน แต่เขาเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังมานาน เขามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นสถาบันทางทหารและเศรษฐกิจที่ทรงอำนาจของอิหร่าน กองกำลัง IRGC ได้ประกาศความภักดีต่อผู้นำสูงสุดคนใหม่ทันที พร้อมแสดงความพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของเขา
- ท่าทีจากนานาชาติ: ทั้งอิสราเอลและสหรัฐฯ ต่างออกมาส่งสัญญาณข่มขู่อิหร่านในเรื่องนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยกับสื่อสหรัฐฯ ว่าเป็นเรื่องที่ “ยอมรับไม่ได้” ที่โมจตาบา คาเมเนอี จะขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ และเตือนว่าหากอิหร่านคัดเลือกผู้นำคนใหม่ที่สานต่อนโยบายของคาเมเนอี สหรัฐฯ จำเป็นต้องกลับมาทำสงครามภายในระยะเวลา 5 ปี ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า การขึ้นสู่อำนาจของโมจตาบาอาจทำให้กลุ่มสายแข็งในอิหร่านยิ่งมีอำนาจมากขึ้น และเป็นการยืนยันว่าอิหร่านจะยังคงดำเนินนโยบายตามแนวทางของผู้นำคนก่อน ทำให้โอกาสในการเจรจาหรือหาทางออกทางการทูตเป็นไปได้ยากขึ้น
ภาพรวมของคนไทยในตะวันออกกลางและการอพยพ
กระทรวงการต่างประเทศของไทยเปิดเผยว่า มีคนไทยที่ทำงานและพำนักอยู่ในตะวันออกกลางมากถึง 110,000 คน โดยในจำนวนนี้เป็นแรงงานที่เดินทางไปทำงานตามการรับแจ้งของกระทรวงแรงงานประมาณ 61,396 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 5 มีนาคม) สำหรับสถานการณ์เฉพาะในอิหร่าน ณ วันที่ 5 มีนาคม มีคนไทยลงทะเบียนอพยพแล้ว 117 คน
การอพยพถูกจัดแบ่งเป็นสองรอบ โดยรอบแรกเดินทางในวันที่ 7 มีนาคม จำนวน 68 คน และรอบที่สองในวันที่ 10 มีนาคม อีก 49 คน เนื่องจากมีบางส่วนอยู่ระหว่างการจัดทำวีซ่าขาออก (Exit Visa) ความพยายามของรัฐบาลไทยในการช่วยเหลือคนไทยในต่างแดนท่ามกลางสถานการณ์วิกฤต เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าพวกเขาจะไม่ถูกทอดทิ้ง
บทสรุป: ความหวังท่ามกลางความไม่แน่นอน
เรื่องราวของครอบครัวคุณสุวรรณาเป็นเพียงหนึ่งในหลายร้อยเรื่องราวของผู้คนที่ต้องเผชิญหน้ากับความโหดร้ายของสงคราม การเดินทางกว่า 48 ชั่วโมงจากกรุงเตหะรานถึงกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่การย้ายจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง แต่เป็นการเดินทางเพื่อแสวงหาความปลอดภัยและอนาคตที่ปราศจากความหวาดกลัว การเปลี่ยนแปลงผู้นำในอิหร่านและการแข็งกร้าวของนโยบายใหม่ ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับสถานการณ์ในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ความกล้าหาญ ความเข้มแข็ง และความรักของครอบครัว ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้พวกเขาก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ เรื่องราวนี้ย้ำเตือนให้เราเห็นถึงผลกระทบอันใหญ่หลวงของความขัดแย้งต่อชีวิตของผู้คน และความจำเป็นที่ประชาคมโลกจะต้องร่วมมือกันเพื่อแสวงหาสันติภาพอย่างยั่งยืน