วิกฤตน้ำมันโลกกระหน่ำ: กองทุนน้ำมันฯ สั่นคลอน รัฐจ่อฟื้น พ.ร.ก.อุ้มค่าครองชีพ
ศึกสงครามตะวันออกกลางทำราคาน้ำมันพุ่ง กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไทยแบกภาระหนักจนติดลบ รัฐบาลเตรียมมาตรการรับมือ รวมถึงพิจารณาฟื้น พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชน.
ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศไทยผ่านกลไก กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่กำลังแบกรับภาระอย่างหนักหน่วงจนสถานะการเงินสั่นคลอน รัฐบาลไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งสำคัญในการประคองสถานการณ์ และจับตาดูความเป็นไปได้ในการงัดไม้ตายอย่าง พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน เข้ามาเสริมสภาพคล่องเพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชน.

กองทุนน้ำมันฯ แบกรับภาระหนักหน่วง: ราคาน้ำมันโลกทะยานไม่หยุด
จากข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบสำคัญอย่าง WTI และ Brent พุ่งทะลุระดับ 95.70 เหรียญฯ และ 100.46 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ตามลำดับ ขณะที่น้ำมันดิบดูไบ ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงหลักของไทย มีความผันผวนอย่างรุนแรง และปรับตัวขึ้นไปถึง 98.98-101.75 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่า 10 เหรียญฯ ภายในไม่กี่วัน การพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยต้องรับภาระอุดหนุนราคาดีเซลสูงถึง 15.45-16.97 บาทต่อลิตร หรือคิดเป็นเม็ดเงินที่ไหลออกเฉลี่ยวันละ 1,000-1,300 ล้านบาท
สถานการณ์นี้ส่งผลให้สถานะทางการเงินของกองทุนฯ ที่เพิ่งกลับมาเป็นบวกได้ไม่นาน กลับเข้าสู่สภาวะ "ติดลบ" อีกครั้ง โดย ณ วันที่ 8 มีนาคม 2569 ภาพรวมกองทุนติดลบสุทธิ 786 ล้านบาท บัญชีก๊าซ LPG ติดลบหนักถึง 37,735 ล้านบาท และหากยังคงอุดหนุนราคาดีเซลต่อเนื่อง คาดว่าจะติดลบถึง 10,000 ล้านบาท ภายในวันที่ 18 มีนาคม 2569 ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปในที่สุด คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 29.94 บาทต่อลิตร ต่อเนื่องอีก 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 เพื่อประคับประคองค่าครองชีพประชาชน.
เสียงวิจารณ์และข้อเสนอแนะ: รัฐบาลบริหาร "ผิดที่ผิดเวลา"?
ในขณะที่กองทุนน้ำมันฯ กำลังเผชิญภาวะวิกฤต นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานของรัฐบาลว่า "ผิดที่ผิดเวลา" โดยมองว่าการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ไปชดเชยกำไรให้กับโรงกลั่นน้ำมันจากสต็อกน้ำมันดิบล็อตเก่าที่ซื้อมาเมื่อ 2-3 เดือนก่อนนั้น เป็นการใช้ทรัพยากรที่ไม่เหมาะสม เพราะควรสำรองงบประมาณไว้สำหรับชดเชยต้นทุนสต็อกใหม่ที่มีแนวโน้มแพงขึ้น.

นายอรรถวิชช์ ยังได้เสนอแนะให้รัฐบาลพิจารณาใช้กลไกของกระทรวงพาณิชย์ในการตรึงราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นสินค้าควบคุม รวมถึงการใช้อำนาจตาม พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันสถานการณ์ขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ. 2516 เพื่อสั่งห้ามส่งออกและตรึงราคาน้ำมันในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยประคองราคาและลดภาระของกองทุนน้ำมันฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการบริหารภายใต้กฎหมายการค้าน้ำมัน พ.ศ. 2543 ที่เหมาะกับสถานการณ์ปกติ นอกจากนี้ ประเด็นค่าการกลั่นและกำไรที่โรงกลั่นได้รับในช่วงที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปพุ่งสูง แต่ต้นทุนน้ำมันดิบไม่เพิ่มมากนัก ก็ถูกยกขึ้นมาเป็นข้อถกเถียงอีกครั้ง.
โรงกลั่นฯ ยืนยันความมั่นคงพลังงาน: 4 กลยุทธ์รับมือวิกฤต
ท่ามกลางความกังวล กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ออกมารายงานยืนยันถึงความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยระบุว่าได้กำหนด 4 กลยุทธ์หลักในการรับมือวิกฤต:
- ปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอ: ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองทั้งในประเทศและระหว่างการขนส่งรวมกันเพียงพอรองรับการใช้งานได้ประมาณ 95 วัน.
- การดำเนินการเชิงรุกด้านการขนส่ง: มีแผนสำรองในการปรับเปลี่ยนแหล่งจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่น เช่น ทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกา หากช่องแคบฮอร์มุซได้รับผลกระทบ.
- การจัดหาน้ำมันดิบต่อเนื่อง: ยังคงเดินหน้าจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าและเดินเครื่องการผลิตอย่างเต็มที่ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีน้ำมันเชื้อเพลิงรองรับความต้องการใช้.
- ความร่วมมือกับภาครัฐ: ทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาครัฐเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์และรักษาเสถียรภาพทางพลังงาน.
การยืนยันจากกลุ่มโรงกลั่นฯ นี้ช่วยบรรเทาความกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน แต่ประเด็นเรื่องราคาและภาระกองทุนน้ำมันฯ ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งหาทางออก.
วิกฤตการณ์น้ำมันจากสงครามตะวันออกกลางได้นำพาประเทศไทยเข้าสู่ช่วงเวลาที่ท้าทาย ทั้งในด้านการบริหารจัดการพลังงาน การประคองค่าครองชีพ และการรักษาวินัยทางการเงินของกองทุนน้ำมันฯ การตัดสินใจของรัฐบาลที่จะฟื้น พ.ร.ก.กู้เงิน หรือเลือกใช้มาตรการทางกฎหมายอื่น ๆ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับกองทุนฯ จะเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป ประชาชนคงต้องจับตาดูมาตรการของภาครัฐอย่างใกล้ชิดว่าจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างไร.