กลุ่มโรงกลั่น ยันน้ำมันสำรองมีเพียงพอ ย้ำค่าการกลั่นไม่ใช่กำไรของผู้ประกอบการ
กลุ่มโรงกลั่นฯ สร้างความมั่นใจ! น้ำมันสำรองไทยเพียงพอรองรับ 95 วัน ย้ำค่าการกลั่นไม่ใช่กำไรของผู้ประกอบการ เปิดเผยต้นทุนแฝงที่เพิ่มขึ้นอย่างโปร่งใส
ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกที่ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงาน ประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ต่างมีความกังวลเกี่ยวกับการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม (กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ) ในฐานะผู้ประกอบกิจการหลักภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จึงได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดความสับสนเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมันสำรองและประเด็นเรื่อง "ค่าการกลั่น" ที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด
ความมั่นคงด้านพลังงาน: น้ำมันสำรองไทยเพียงพอพร้อมรับมือทุกสถานการณ์
กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยืนยันว่า ปริมาณน้ำมันสำรองระดับประเทศมีเพียงพอรองรับการใช้งาน โดยปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองในระบบที่พร้อมใช้งานประมาณ 65 วัน และยังมีการจัดซื้อน้ำมันดิบเพื่อนำมาผลิตอย่างต่อเนื่องอีกกว่า 30 วัน เมื่อรวมกันแล้ว ประเทศไทยมีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอต่อการใช้งานได้นานประมาณ 95 วัน ซึ่งถือเป็นระดับที่สร้างความมั่นคงให้กับระบบพลังงานของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อรับมือกับความท้าทายจากสถานการณ์โลกที่อาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือหลักอย่าง "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบประมาณ 20% ของโลก กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการปรับเปลี่ยนแหล่งจัดหาน้ำมันดิบแล้ว โดยสามารถจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นที่ไม่ได้ผ่านเส้นทางดังกล่าว เช่น ทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริกา เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันดิบเข้าสู่ระบบการกลั่น

แม้ตลาดพลังงานโลกจะมีความผันผวนและส่งผลให้ต้นทุนด้านต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้น เช่น ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าขนส่งทางเรือ และค่าประกันภัย แต่กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยังคงเดินหน้าจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าและเดินเครื่องการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศอยู่เสมอ นอกจากนี้ กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยังทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์และรักษาเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศในทุกมิติ
ไขข้อข้องใจ: "ค่าการกลั่น" ไม่ใช่กำไรสุทธิของผู้ประกอบการเสมอไป
หนึ่งในประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจและตั้งคำถามมากที่สุดคือเรื่อง "ค่าการกลั่น" ที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นกำไรสุทธิของผู้ประกอบการ แต่กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้ชี้แจงว่าค่าการกลั่นไม่ใช่กำไรทั้งหมดที่โรงกลั่นได้รับ

ในความเป็นจริง ค่าการกลั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของราคาหน้าโรงกลั่นที่ต้องนำไปหักลบกับต้นทุนแฝงอื่น ๆ ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ส่งผลให้ต้นทุนแฝงเหล่านี้เพิ่มขึ้นถึง 3-6 บาทต่อลิตร ต้นทุนแฝงที่สำคัญได้แก่:
- ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium): ค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มจากการซื้อน้ำมันดิบคุณภาพดี หรือการซื้อน้ำมันจากแหล่งที่ต้องจ่ายเพิ่มเนื่องจากสถานการณ์ตลาด
- ค่าขนส่งทางเรือ (Freight): ต้นทุนการขนส่งน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันและเส้นทางการเดินเรือที่ซับซ้อนขึ้น
- ค่าประกันภัย: ค่าใช้จ่ายด้านประกันภัยสำหรับการขนส่งน้ำมันดิบที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นจากสถานการณ์ความไม่สงบในบางภูมิภาค
ประเด็นค่าการกลั่นนี้ยังได้รับการจับตามองจากภาครัฐ โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีกำหนดเรียกประชุมผู้บริหารโรงกลั่นเพื่อหารือและรับฟังเหตุผลในการปรับราคาค่ากลั่นที่เพิ่มขึ้นถึง 4 บาท เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยย้ำว่าจะไม่โยนภาระทั้งหมดให้กับผู้บริโภคโดยตรง แต่จะพิจารณาบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการช่วยดูแลประชาชน
การชี้แจงจากกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าประเทศไทยมีความพร้อมด้านพลังงาน โดยมีน้ำมันสำรองเพียงพอและมีแผนบริหารจัดการเชิงรุก พร้อมทั้งให้ความกระจ่างเกี่ยวกับโครงสร้างต้นทุนและ "ค่าการกลั่น" ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกคนควรเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางพลังงานและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป