ประธานสภา: บทบาทสำคัญ ภารกิจท้าทาย และความคาดหวังจากประชาชน
สำรวจบทบาทของประธานสภาคนใหม่ นายโสภณ ซารัมย์ กับความคาดหวังด้านนิติบัญญัติ โปร่งใส องค์กรอิสระ และการโหวตนายกฯ พร้อม ครม.
ท่ามกลางภูมิทัศน์ทางการเมืองที่กำลังเข้มข้น ตำแหน่ง ประธานสภา ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนกลไกนิติบัญญัติของประเทศ เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้จัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาชุดที่ 27 โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ได้รับเลือกเป็นประธานรัฐสภาคนใหม่ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจสำคัญที่เต็มไปด้วยความคาดหวังจากทุกภาคส่วน

ความท้าทายและข้อเสนอจากภาคส่วนต่างๆ
ทันทีที่นายโสภณเข้ารับตำแหน่ง นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ออกมาเสนอแนวทางและตั้งข้อสังเกตต่อประธานรัฐสภาคนใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง "ภาพลักษณ์สภาสีน้ำเงิน" ที่ นพ.เปรมศักดิ์กังวลว่า อาจถูกมองว่ารัฐสภาทั้งสภาล่าง สภาบน และองค์กรอิสระ ล้วนตกอยู่ภายใต้การครอบงำของพรรคการเมืองเสียงข้างมาก
นพ.เปรมศักดิ์ได้เรียกร้องให้นายโสภณแสดงจุดยืนที่ชัดเจน ไม่ถูกครอบงำจาก "สีน้ำเงิน" หรือ "คนของบ้านใหญ่" เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใส โดยมีข้อเสนอหลัก 5 ด้านดังนี้:
- ด้านนิติบัญญัติ: ต้องยกระดับคุณภาพกฎหมายให้ตอบโจทย์ประเทศและประชาชน จัดลำดับความสำคัญของกฎหมายเร่งด่วน เช่น กฎหมายเศรษฐกิจและการลงทุน รวมถึงปรับปรุงกระบวนการพิจารณากฎหมายให้รวดเร็ว รอบคอบ เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ และใช้ระบบ e-Parliament พร้อมทั้งจัดตั้งหน่วยวิเคราะห์ผลกระทบของกฎหมาย และทบทวนกฎหมายล้าสมัย
- การให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระ: ต้องทำให้กระบวนการแต่งตั้งมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ ขจัดข้อครหา "ผลัดกันเกาหลัง" โดยผู้ได้รับการเสนอชื่อต้องแสดงวิสัยทัศน์ เปิดเผยประวัติข้อมูลต่อสาธารณะ และกำหนดกรอบเวลาพิจารณาให้ชัดเจน
- การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน: รัฐสภาต้องทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างเข้มแข็งและสร้างสรรค์ ผ่านกลไกกระทู้ถาม การอภิปราย และคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ควรเปิดโอกาสให้ตรวจสอบตามวาระอันสมควร และควรมีระบบติดตามผลจากการอภิปรายและข้อเสนอแนะของรัฐสภา
- การประสานงานระหว่าง สส. และ สว.: ควรมีกลไกประสานงานที่เป็นระบบ จัดประชุมร่วมระหว่างผู้นำฝ่ายค้าน ผู้นำรัฐบาล และ สว. อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงเปิดโอกาสให้กลุ่มเสียงข้างน้อยเข้าร่วมหารือ และส่งเสริมการทำงานร่วมกันของคณะกรรมาธิการทั้งสองสภา
- การแก้ไขรัฐธรรมนูญ: สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามผลประชามติ และกำหนดกรอบเวลาดำเนินการที่ชัดเจนประกาศต่อสาธารณะ ไม่ใช่ปล่อยให้ขึ้นอยู่กับรัฐบาล
ก้าวต่อไป: การโหวตนายกฯ และการจัดตั้ง ครม.
ภายหลังการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาฯ ขั้นตอนสำคัญถัดไปคือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยมีการคาดการณ์ว่าอาจเกิดขึ้นในวันที่ 19 มีนาคม 2569 เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มีอำนาจบริหารประเทศโดยเร็ว ในสถานการณ์ที่เรียกร้องการแก้ไขวิกฤติต่างๆ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกระบวนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าจะมีการตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีอย่างเข้มข้นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะประเด็นด้านจริยธรรม ซึ่งจะยึดตามแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้อย่างชัดเจน ทำให้กระบวนการมีความโปร่งใส ไม่ต้องใช้ระบบ "เวิร์บทูเดา" เหมือนที่ผ่านมา หากรายชื่อใดมีปัญหา นายอนุทินก็พร้อมที่จะหารือกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยน เพื่อให้ได้ ครม. ที่ตอบโจทย์ความคาดหวังของประชาชนและยึดถือหลักจริยธรรมอย่างสูงสุด
บทบาทของ ประธานสภา ในห้วงเวลานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่เป็นผู้ดำเนินงานประชุมให้เป็นไปตามระเบียบ แต่ยังต้องเป็นผู้นำที่สร้างความเชื่อมั่น ยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตย และนำพารัฐสภาให้เป็นสถาบันที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง