อุ้มดีเซล! กองทุนน้ำมันฯ อัดฉีด 20.36 บาท สกัดราคาพุ่ง 30 บาท เริ่ม 17 มี.ค. 2569
กบน. ประกาศเพิ่มเงินอุดหนุนดีเซลเป็น 20.36 บาท/ลิตร เริ่ม 17 มี.ค. 2569 เพื่อตรึงราคาน้ำมันไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร ลดภาระประชาชน ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน
ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่งและค่าครองชีพของประชาชนในประเทศ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) จึงได้เร่งออกมาตรการสำคัญเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว โดยประกาศเพิ่มเงินอุดหนุนดีเซลหมุนเร็วธรรมดาและ B20 สูงสุดถึง 20.36 บาทต่อลิตร เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อตรึงราคาน้ำมันไม่ให้พุ่งทะลุระดับ 30 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ กบน. กำหนดให้เป็นระดับที่ "เกินกว่าระดับที่เหมาะสม" ตามกรอบนโยบายการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562

กบน. ออกประกาศฉบับใหม่ ยกระดับการพยุงราคาดีเซล
ประกาศ กบน. ฉบับที่ 22/2569 ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ถือเป็นการยกเลิกประกาศฉบับเดิม (ฉบับที่ 21/2569) และสะท้อนความพยายามของภาครัฐในการบริหารจัดการราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศให้มีความต่อเนื่องและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน การปรับเพิ่มเม็ดเงินชดเชยครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชน และชะลอการขาดแคลนพลังงานในประเทศ อันจะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ โดย กบน. ย้ำว่านี่คือ "มาตรการระยะสั้น" ที่ยังคงยึดหลักการสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง และพยายามหลีกเลี่ยงการอุดหนุนราคาน้ำมันข้ามกลุ่ม (Cross Subsidies) ให้มากที่สุด
รายละเอียดการปรับอัตราเงินชดเชยและเงินส่งเข้ากองทุนฯ สำหรับน้ำมันแต่ละประเภท
นอกจากการอุดหนุนดีเซลในอัตราสูงสุดแล้ว กบน. ยังได้กำหนดอัตราเงินชดเชยและเงินส่งเข้ากองทุนฯ สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทอื่น ๆ ด้วย:
- น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา และ B20: ได้รับเงินชดเชยสูงสุดที่ 20.36 บาทต่อลิตร
- แก๊สโซฮอล E20: ได้รับเงินชดเชย 11.06 บาทต่อลิตร
- แก๊สโซฮอล 95 และ 91: ได้รับเงินชดเชย 9.73 บาทต่อลิตร
- แก๊สโซฮอล E85: ได้รับเงินชดเชย 2.28 บาทต่อลิตร
ในขณะเดียวกัน เพื่อรักษาสมดุลของกระแสเงินสดในกองทุนฯ น้ำมันบางประเภทต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มพรีเมียมและกลุ่มที่ไม่ได้อุดหนุน ดังนี้:
- น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาประเภทพรีเมียม (อาทิ คาลเท็กซ์ พาวเวอร์ ดีเซล, ไฮ พรีเมียมดีเซล S, เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล, ซูเปอร์พาวเวอร์ ดีเซล): ส่งเงินเข้ากองทุนฯ 1.50 บาทต่อลิตร
- น้ำมันดีเซลหมุนช้า: ส่งเงินเข้ากองทุนฯ 1.20 บาทต่อลิตร
- น้ำมันเบนซิน (ไม่รวมส่วนที่นำไปผลิตแก๊สโซฮอล) และน้ำมันก๊าด: ส่งเงินเข้ากองทุนฯ 0.10 บาทต่อลิตร
- น้ำมันเตา: ส่งเงินเข้ากองทุนฯ 0.06 บาทต่อลิตร
- น้ำมันดีเซลที่มีสัดส่วนผสมไบโอดีเซลต่ำกว่าเกณฑ์: ส่งเงินเข้ากองทุนฯ 1.00 บาทต่อลิตร

กองทุนน้ำมันฯ ติดลบ และมาตรการระยะยาวจากกระทรวงการคลัง
ปัจจุบัน ณ วันที่ 15 มีนาคม 2569 ฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงติดลบอยู่ที่ 12,605 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงภาระที่ต้องแบกรับเพื่อพยุงราคาน้ำมันในประเทศ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลัง, สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และกรมสรรพสามิต กำลังศึกษาแนวทางรับมือวิกฤตราคาพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด
นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการ สบน. เปิดเผยว่ากองทุนน้ำมันฯ ยังคงมีความสามารถในการกู้เงินด้วยตัวเองได้อีก 2 หมื่นล้านบาท และหนี้สาธารณะของไทยยังคงมีพื้นที่เหลืออยู่ประมาณ 4% ของ GDP ทำให้สามารถรองรับสถานการณ์ความผันผวนได้โดยไม่น่าเป็นห่วง ในระยะยาว หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย อาจมีการพิจารณาแนวทางเพิ่มเติม เช่น การแก้ พ.ร.ฎ. เพื่อเปลี่ยนแปลงกรอบวงเงินกู้ หรือการออก พ.ร.ก. ผ่อนผันให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ของกองทุนฯ ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่กองทุนฯ มีสถานะติดลบกว่า 1 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ภาครัฐกำลังพิจารณาเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายน้ำมันของประชาชน โดยปัจจุบันภาษีสรรพสามิตดีเซลอยู่ที่เกือบ 7 บาทต่อลิตร ซึ่งหากมีการปรับลดลง 1 บาท จะส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 2,700 - 2,800 ล้านบาทต่อเดือน
สรุป: การรับมือกับความท้าทายด้านพลังงานของไทย
การตัดสินใจของ กบน. ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงานและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอุ้มดีเซล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของภาคขนส่งและโลจิสติกส์ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงมีอยู่ ทั้งในเรื่องฐานะของกองทุนฯ และความผันผวนของราคาน้ำมันโลก การติดตามและปรับมาตรการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการวางแผนระยะยาวจากกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเป็นกุญแจสำคัญในการฝ่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้ไปได้ และทำให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง