เปิดม่านฉากใหม่! ‘ธรรมนัส’ ขนของพ้นทำเนียบฯ สะท้อน ‘กล้าธรรม’ พ้นครม. 'อนุทิน 2'
เจาะลึกความเคลื่อนไหวสำคัญที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อ 'ธรรมนัส' ขนของออกหลังพรรคกล้าธรรมไม่ถูกรวมในรัฐบาล 'อนุทิน 2' วิเคราะห์เบื้องหลังและผลกระทบ.
การเมืองไทยยังคงเดินหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง และทุกความเคลื่อนไหว ณ ทำเนียบรัฐบาลล้วนมีความหมายสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่กำลังเป็นรูปเป็นร่าง ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ได้เกิดเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อมีการเคลื่อนย้ายข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวออกจากห้องทำงานของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากการยืนยันว่าพรรคกล้าธรรมจะไม่ได้เข้าร่วมในคณะรัฐบาล 'อนุทิน 2' สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ชัดเจนและเป็นสัญญาณของการปรับเปลี่ยนบทบาทครั้งสำคัญ
การเคลื่อนไหวสำคัญที่ทำเนียบฯ: 'ธรรมนัส' เก็บของออก
เมื่อช่วงเช้าของวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2569 บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเฉพาะบริเวณตึกบัญชาการ 1 ชั้น 2 ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องทำงานรองนายกรัฐมนตรีของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ได้มีรถบรรทุกเล็ก 4 ล้อ จำนวน 2 คัน จากบริษัทขนส่งเอกชนเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ได้ทยอยขนย้ายสิ่งของต่างๆ ออกจากห้องทำงาน ซึ่งรวมถึงชุดเฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้รับแขก ชุดโต๊ะทำงาน โต๊ะหมู่บูชาชุดใหญ่ และที่น่าสนใจคือพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์หลายองค์ อาทิ พระบูชา ภปร. วัดบวรนิเวศวิหาร, พระพุทธชินราช, พระพุทธศรีสวรรค์, พระเจ้าตากสินมหาราช, เศียรพระพิฆเนศ รวมถึงพระฉายาลักษณ์ของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ การเคลื่อนย้ายครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนถึงการสิ้นสุดบทบาทในตำแหน่งสำคัญที่เคยรับผิดชอบ ณ ทำเนียบรัฐบาล

เบื้องหลังการ “ปิ๋ว” ของพรรคกล้าธรรม
การเคลื่อนย้ายข้าวของของร้อยเอกธรรมนัสในครั้งนี้ เป็นผลโดยตรงจากการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ประกาศปิดดีลการจัดตั้งรัฐบาล 'อนุทิน 2' ที่มีจำนวน 291 เสียง โดยที่ไม่มีชื่อของพรรคกล้าธรรม (กธ.) เข้าร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้ร้อยเอกธรรมนัส ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับพรรคกล้าธรรม ต้องพ้นจากตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
ทางด้านนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ได้เปิดเผยว่า ทางพรรคทราบเรื่องนี้มานานแล้วว่าจะไม่ได้ร่วมรัฐบาล เนื่องจากมี 'สัญญาณไม่ปกติ' มาตั้งแต่หลังการเลือกตั้ง และการติดต่อพรรคภูมิใจไทยไปก็เป็นไปเพื่อยืนยันสถานะเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความชัดเจนของสถานการณ์ที่พรรคกล้าธรรมต้องยอมรับ

ผลกระทบและความหมายทางการเมือง
เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสิ้นสุดบทบาทของร้อยเอกธรรมนัสในคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงทิศทางการเมืองของพรรคกล้าธรรมในอนาคต ซึ่งจะต้องปรับบทบาทไปเป็นพรรคฝ่ายค้าน หรือหาแนวทางสร้างความแข็งแกร่งทางการเมืองในรูปแบบอื่น การไม่ได้รับโอกาสร่วมรัฐบาล 'อนุทิน 2' ทำให้พรรคกล้าธรรมต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ในการดำเนินงานทางการเมืองต่อไป และเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพลังและศักยภาพของพรรคภูมิใจไทยในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล
การเมืองไทยในช่วงเวลานี้ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลอย่างไรต่อเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่ และอนาคตทางการเมืองของร้อยเอกธรรมนัสและพรรคกล้าธรรมจะเดินไปในทิศทางใด