ตลาดหลักทรัพย์: เข็มทิศนำทางธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและอนาคตที่ยั่งยืน

ตลาดหลักทรัพย์: เข็มทิศนำทางธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและอนาคตที่ยั่งยืน

ในโลกที่ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงวิกฤตทรัพยากรธรรมชาติ คำว่า "ความยั่งยืน" ได้กลายเป็นมากกว่าคำศัพท์ที่ทันสมัย แต่เป็นกุญแจสำคัญสู่การอยู่รอดและการเติบโตของภาคธุรกิจ และ "ตลาดหลักทรัพย์" ซึ่งเป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจและกลไกสำคัญในการระดมทุน ก็กำลังทวีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้

บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกถึงบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของตลาดหลักทรัพย์ไทย ในการเป็นผู้นำและผู้สนับสนุนธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ไปจนถึงผู้ประกอบการ SMEs ให้ก้าวเดินไปบนเส้นทางของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน

ตลาดหลักทรัพย์กับการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน: มากกว่าแค่การซื้อขาย

หากมองตลาดหลักทรัพย์ในอดีต ภาพที่ปรากฏคือศูนย์กลางของการระดมทุนและการซื้อขายหลักทรัพย์ ที่นักลงทุนมุ่งแสวงหาผลตอบแทนสูงสุด และบริษัทต่าง ๆ แข่งขันกันเพื่อสร้างกำไร ทว่าในปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์ได้ก้าวข้ามบทบาทดั้งเดิมไปสู่การเป็นแพลตฟอร์เชิงรุก ที่ไม่เพียงส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าระยะยาว ทั้งต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

แนวคิดของการลงทุนอย่างยั่งยืน หรือ ESG (Environment, Social, and Governance) ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ตลาดหลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบันชั้นนำให้ความสำคัญ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการบูรณาการปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจและกระบวนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ได้ผลักดันให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจังในการส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนและภาคธุรกิจไทยหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลกระทบจากประเด็นเหล่านี้

หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่สำคัญคือความร่วมมือระหว่าง กบข. (กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ) ซึ่งเป็นนักลงทุนสถาบันที่ยึดมั่นในหลักการลงทุนอย่างรับผิดชอบ (PRI) สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนทำแผนบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (NDC) ตามข้อตกลงปารีส และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม

ภาพประกอบ

ความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของตลาดทุนไทย โดยอาศัยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวปฏิบัติที่ดี และการสร้างมาตรฐานร่วมกัน เพื่อให้ประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศไม่เป็นเพียงแค่ "กระแส" แต่เป็น "ภาคบังคับ" ที่ธุรกิจต้องนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง กบข. ได้แสดงบทบาทเชิงรุกโดยการเข้าหารือกับบริษัทจดทะเบียนในพอร์ตการลงทุน (Positive Engagement) ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก

การที่นักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่เข้ามามีอิทธิพลในการขับเคลื่อนประเด็น ESG และ Climate Change สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในปัจจุบันไม่ได้มองเพียงแค่ผลตอบแทนทางการเงินระยะสั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับความสามารถของธุรกิจในการปรับตัวต่อความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลก ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อมูลค่าและศักยภาพการเติบโตของบริษัทในระยะยาว

แนวคิด ESG และการลงทุนอย่างรับผิดชอบ: เสาหลักแห่งความยั่งยืน

  • E (Environment) - สิ่งแวดล้อม: ครอบคลุมถึงนโยบายและกิจกรรมของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานหมุนเวียน การจัดการของเสีย การอนุรักษ์น้ำ และการลดมลพิษ การประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการมีแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งสำคัญ
  • S (Social) - สังคม: เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์และผลกระทบที่บริษัทมีต่อพนักงาน ชุมชน ลูกค้า และสังคมโดยรวม เช่น สิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน ความปลอดภัยในการทำงาน ความหลากหลายและเสมอภาค การพัฒนาชุมชน และความรับผิดชอบต่อลูกค้า
  • G (Governance) - ธรรมาภิบาล: มุ่งเน้นไปที่ระบบการบริหารจัดการของบริษัท เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ยุติธรรม และตรวจสอบได้ เช่น โครงสร้างคณะกรรมการบริษัท สิทธิของผู้ถือหุ้น ค่าตอบแทนผู้บริหาร การต่อต้านคอร์รัปชัน และการเปิดเผยข้อมูล

การบูรณาการปัจจัย ESG เหล่านี้เข้าไปในกลยุทธ์ของธุรกิจและการตัดสินใจลงทุน ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยง แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างมูลค่า และตอบสนองความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว

SMEs หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสีเขียว: โอกาสที่ไม่ควรมองข้าม

เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ หลายคนอาจนึกถึงแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรและงบประมาณมหาศาล แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภาค SMEs (Small and Medium-sized Enterprises) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและมีจำนวนมากกว่า 90% ของผู้ประกอบการทั้งหมด ก็มีบทบาทที่ขาดไม่ได้ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสีเขียวนี้ และนี่คือโอกาสทองสำหรับ SMEs ที่จะยกระดับธุรกิจและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในเวทีโลก

เส้นทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวของ SMEs นั้นเริ่มต้นจากการสร้างความตระหนักรู้ ทั้งในเรื่องแนวทางการปรับตัว และที่สำคัญคือ "ประโยชน์ทางธุรกิจ" ที่จะได้รับ นอกเหนือจากประโยชน์สาธารณะด้านสิ่งแวดล้อม SMEs จำเป็นต้องเข้าใจว่า การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ภาระ แต่คือการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดต้นทุนพลังงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ดึงดูดลูกค้าและพนักงานรุ่นใหม่ หรือแม้แต่การเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ ๆ

ภาพประกอบ

หลังจากสร้างความตระหนักรู้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการปฏิบัติ โดยเริ่มจากการประเมินสถานะของธุรกิจว่ามีความ "สีเขียว" มากน้อยเพียงใด ปัจจุบันภาครัฐได้พัฒนาเครื่องมือประเมินตนเองที่ใช้งานง่ายสำหรับ SMEs เช่น Green SME Index และ Green Enterprise Index ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวัดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และระบุจุดที่ควรปรับปรุงได้อย่างเป็นระบบ

ขั้นตอนสู่ธุรกิจสีเขียวสำหรับ SMEs

  1. สร้างความตระหนักรู้: เข้าใจแนวคิดเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ประโยชน์ทางธุรกิจ และโอกาสที่จะเกิดขึ้น
  2. ประเมินสถานะ: ใช้เครื่องมือเช่น Green SME Index หรือ Green Enterprise Index เพื่อวัดผลกระทบและหาจุดที่ต้องปรับปรุง
  3. วางแผนและกำหนดเป้าหมาย: กำหนดสิ่งที่ควรปรับปรุง และจัดทำแผนโครงการ-กิจกรรมสีเขียวที่เกี่ยวข้อง
  4. ปฏิบัติและลงทุน: ปรับปรุงการดำเนินธุรกิจให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาจเป็นการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ หรือปรับเปลี่ยนกระบวนการที่มีอยู่
  5. ติดตามและประเมินผล: วัดผลลัพธ์และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

แม้จะมีขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อนนัก แต่การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวอาจยังไม่ราบรื่นสำหรับ SMEs ด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรก SMEs ส่วนใหญ่ยังคงกังวลกับการแก้ไขปัญหาพื้นฐาน โดยเฉพาะเรื่องความอยู่รอดทางธุรกิจ และยังไม่ได้มองว่าการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเร่งด่วน ประการที่สอง บางรายอาจมีความเข้าใจผิดว่าการเปลี่ยนผ่านจะต้องเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องลงทุนสูงมหาศาล ซึ่งตามมาด้วยภาระต้นทุนจำนวนมาก ทว่าในความเป็นจริงแล้ว กิจกรรมสีเขียวบางอย่างไม่ได้มีความซับซ้อน หรือบางกิจกรรมเป็นสิ่งที่ SMEs ดำเนินการอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ทราบว่าเข้าข่ายกิจกรรมสีเขียว เช่น การใช้เครื่องจักรประหยัดพลังงาน การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงาน การเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการขนส่ง หรือแม้แต่การลดการใช้พลาสติกในสำนักงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่สามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้

นอกจากนี้ ข้อจำกัดด้านศักยภาพในการวางแผนและดำเนินกิจกรรมสีเขียว ก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรค ทำให้ SMEs ต้องพึ่งพาองค์ความรู้และบริการจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก ซึ่งอาจมีต้นทุน และที่สำคัญที่สุดคือปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แม้ว่าตลาดการเงินสีเขียวจะเริ่มเติบโตในประเทศไทยแล้ว แต่สำหรับกลุ่ม SMEs การเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากตลาดดังกล่าวยังคงเป็นเรื่องท้าทาย

พลังของ Green Finance: เส้นทางสู่เงินทุนเพื่อความยั่งยืน

เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเป็นไปได้อย่างราบรื่นและครอบคลุมทุกภาคส่วน การสนับสนุนทางการเงินเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และนี่คือบทบาทสำคัญของ "Green Finance" หรือ "การเงินสีเขียว" ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนโครงการและการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียวมีอยู่หลายชนิดที่กำลังพัฒนาและเติบโตในตลาดทุนไทย ได้แก่:

  • เงินฝากสีเขียว (Green Deposit): เงินฝากที่สถาบันการเงินจะนำไปใช้สนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • สินเชื่อสีเขียว (Green Loan): สินเชื่อที่มอบให้กับโครงการหรือธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ เช่น การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน การปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน หรือการจัดการของเสีย
  • ตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond): ตราสารหนี้ที่ออกโดยหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชน เพื่อระดมทุนไปใช้ในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond): ตราสารหนี้ที่ระดมทุนไปใช้ในโครงการที่สร้างผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม
  • ตราสารหนี้ที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond/Loan): ตราสารหนี้หรือสินเชื่อที่มีเงื่อนไขทางการเงินผูกโยงกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร หากองค์กรบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ อาจได้รับประโยชน์เช่นอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง

การเงินสีเขียวเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งเงินทุน แต่ยังเป็นแรงจูงใจให้ธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs หันมาให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวสำหรับ SMEs ยังคงเป็นความท้าทายหลัก เนื่องจากข้อจำกัดด้านความสามารถในการเตรียมเอกสาร การรายงานผลกระทบ และการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกของตลาดการเงินสีเขียว

ด้วยเหตุนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจึงไม่ได้นิ่งเฉย แต่ได้เข้ามามีบทบาทในการเชื่อมโยยช่องว่างนี้ ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้จับมือกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา เพื่อสนับสนุน SMEs ในการวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของตนเอง ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญแรกในการเข้าถึงเงินทุนเพื่อความยั่งยืน การวัดคาร์บอนจะช่วยให้ SMEs เห็นภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจของตน ระบุแหล่งที่มา และวางแผนเพื่อลดการปล่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะกลายเป็นหลักฐานสำคัญในการขอรับการสนับสนุนทางการเงินสีเขียว

ความร่วมมือนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จำเป็นสำหรับการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับฐานรากอีกด้วย เมื่อ SMEs สามารถวัดและลดคาร์บอนได้ ก็จะสามารถเชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่อุปทานของบริษัทขนาดใหญ่ที่มุ่งสู่ความยั่งยืน และยกระดับศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก

ก้าวต่อไปของตลาดทุนไทยเพื่อ Net Zero: สร้างผลกระทบเชิงบวก

การเดินทางสู่เป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์นั้น ไม่ใช่เรื่องขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ ตลาดหลักทรัพย์ในฐานะศูนย์กลางของตลาดทุน มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นกลไกขับเคลื่อนและประสานงานความพยายามเหล่านี้

จากความร่วมมือที่เกิดขึ้นกับ กบข. AIMC และธนาคารกรุงศรีฯ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำลังวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดทุนไทย โดยการ:

  • ส่งเสริมมาตรฐานด้านความยั่งยืน: พัฒนาและผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนรายงานข้อมูล ESG อย่างโปร่งใสและครอบคลุม เพื่อให้นักลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
  • สร้างเครื่องมือและแพลตฟอร์ม: สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือประเมินตนเอง และแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ SMEs และบริษัทต่าง ๆ สามารถวัด จัดการ และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
  • อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงเงินทุนสีเขียว: ทำงานร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อออกแบบและส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียวที่ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจทุกขนาด โดยเฉพาะ SMEs
  • สร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วม: จัดกิจกรรมให้ความรู้ สัมมนา และเวิร์คช็อป เพื่อเพิ่มความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในประเด็นความยั่งยืนและสภาพภูมิอากาศ
  • เป็นตัวอย่างที่ดี: ตลาดหลักทรัพย์เองก็ต้องมีการดำเนินงานที่ยั่งยืน และเป็นผู้นำในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ไม่ใช่แค่ข้อกำหนด แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นของธุรกิจในระยะยาว บริษัทที่สามารถปรับตัวและนำหลักการความยั่งยืนมาใช้ในการดำเนินงาน จะสามารถดึงดูดนักลงทุนที่มีความรับผิดชอบ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ในอนาคตอันใกล้ เราจะได้เห็นตลาดทุนไทยที่ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งระดมทุนและสร้างผลตอบแทนทางการเงิน แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจให้ก้าวไปสู่เส้นทางที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโลก สิ่งนี้จะนำมาซึ่งประโยชน์มหาศาล ไม่ใช่แค่สำหรับภาคธุรกิจและนักลงทุน แต่สำหรับคนไทยทุกคนและโลกที่เราอาศัยอยู่

การลงทุนในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงแค่การลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ แต่เป็นการลงทุนในอนาคตที่สะอาดขึ้น เขียวขจีขึ้น และยั่งยืนมากขึ้น ตลาดหลักทรัพย์กำลังนำทางเราไปสู่การลงทุนที่สร้างผลตอบแทนคู่ขนานไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกอย่างแท้จริง และนี่คือโอกาสที่เราทุกคนจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้

Read more

การคว้าโอกาสท่ามกลางพายุการค้า: ผลกระทบจากการตัดสินใจของศาลสูงสุดสหรัฐฯ และนโยบายภาษีของทรัมป์

การคว้าโอกาสท่ามกลางพายุการค้า: ผลกระทบจากการตัดสินใจของศาลสูงสุดสหรัฐฯ และนโยบายภาษีของทรัมป์

เจาะลึกผลกระทบจากการตัดสินใจของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่เพิกถอนภาษีทรัมป์ และการประกาศภาษีใหม่ 15% ทั่วโลก ส่งผลอย่างไรต่อเอเชียและตลาดการเงิน พร้อมวิเคราะห์สถานการณ์ล่าสุด.

ตารางคะแนนฟุตบอลพรีเมียร์ลีก 2025-26: เปิดฉาก "ช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย" และบทสรุปจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์

ตารางคะแนนฟุตบอลพรีเมียร์ลีก 2025-26: เปิดฉาก "ช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย" และบทสรุปจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์

เจาะลึกตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก 2025-26 ล่าสุด วิเคราะห์สถานการณ์ลุ้นแชมป์และท็อปโฟร์ พร้อมบทสรุปจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์และช่วง "ชนะหรือตาย" ของฟุตบอลยุโรป.

เจาะลึกข่าวหุ้นวันนี้: ถอดรหัสบิ๊กล็อต AOT-F, การพุ่งทะยานของ DELTA และสิ่งที่นักลงทุนควรรู้

เจาะลึกข่าวหุ้นวันนี้: ถอดรหัสบิ๊กล็อต AOT-F, การพุ่งทะยานของ DELTA และสิ่งที่นักลงทุนควรรู้

ในโลกของการลงทุนที่ผันผวนและเต็มไปด้วยโอกาส “ข่าวหุ้น” เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางที่สำคัญสำหรับนักลงทุนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนมือใหม่หรือผู้มากประสบการณ์ การเข้าถึงและทำความเข้าใจข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและทันท่วงที ถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการสร้างผลตอบแทนที

วัน มรณา: จากเน็ตไอดอลกัมพูชาสู่หญิงตั้งครรภ์ในเรือนจำ – ชีวิตที่พลิกผันและอนาคตที่ยังคลุมเครือ

วัน มรณา: จากเน็ตไอดอลกัมพูชาสู่หญิงตั้งครรภ์ในเรือนจำ – ชีวิตที่พลิกผันและอนาคตที่ยังคลุมเครือ

ในยุคที่โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อชีวิตของผู้คนอย่างมหาศาล เรื่องราวของบุคคลสาธารณะที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วและตกลงมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน มักจะกลายเป็นบทเรียนที่น่าสนใจและเป็นประเด็นถกเถียงในสังคม เรื่องราวของ "วัน มรณา" หรือที่รู้จักกันในนาม "เลิ